พฤติกรรมการดื่มและแนวโน้มการละเมิดกฎหมาย/วินัยอันเกี่ยวข้องกับ การดื่มสุราของข้าราชการตำรวจในกรุงเทพมหานคร
คำสำคัญ:
การละเมิดกฎหมาย/วินัยอันเกี่ยวข้องกับการดื่มสุรา, พฤติกรรมการดื่มสุรา, ข้าราชการตำรวจบทคัดย่อ
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงพฤติกรรมการดื่มสุราและแนวโน้มการละเมิดกฎหมาย/วินัยอันเกี่ยวข้องกับการดื่มสุราของข้าราชการตำรวจ โดยมีวิธีการศึกษาเป็นการสำรวจเชิงปริมาณ ในข้าราชการตำรวจนครบาล ทั้งชั้นประทวนและชั้นสัญญาบัตร โดยทำการสุ่มแบบหลายขั้นตอนและตามสัดส่วนของขนาดประชากรในแต่ละสถานีและชั้นข้าราชการ สำหรับการเก็บรวบรวมข้อมูลได้ใช้การตอบแบบสอบถามโดยให้ตัวอย่างเป็นผู้เขียนตอบเอง ตัวอย่างตำรวจจำนวน 417 นาย
การวิจัยครั้งนี้พบว่ากลุ่มข้าราชการตำรวจตัวอย่างประมาณครึ่งหนึ่งปัจจุบันมีพฤติกรรมการดื่มสุราอยู่เป็นประจำ และประมาณหนึ่งในสามดื่มสุรามาตั้งแต่อายุยังน้อย สามเหตุผลหลักที่สำคัญที่สุดที่ทำให้ดื่มสุราเป็นครั้งแรก คือ ดื่มเพื่อการเข้าสังคม/การสังสรรค์, อยากทดลองดื่ม และตามอย่างเพื่อน/เพื่อนชวนดื่ม และเหตุผลที่สำคัญที่สุดที่ทำให้ดื่มสุราในปัจจุบันพบว่าเกือบร้อยละ 90 ดื่มเพื่อการเข้าสังคม/การสังสรรค์ สำหรับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดได้แก่ เบียร์ สุราสียี่ห้อต่างประเทศและสุราสียี่ห้อไทย ตามลำดับ ในส่วนของสถานที่ที่กลุ่มตัวอย่างนิยมไปดื่มสุราส่วนใหญ่ดื่มที่ร้านอาหาร/ภัตตาคาร(ร้อยละ 60.4) พบเพียงร้อยละ 5.7 เท่านั้นที่ดื่มสุราในสถานที่ทำงาน โดยส่วนมากกลุ่มตำรวจตัวอย่างจะดื่มสุรากันในช่วงเวลาเย็นของวันหลังเสร็จสิ้นจากภารกิจต่างๆ เกินครึ่งของกลุ่มตำรวจตัวอย่างจะชอบร่วมวงดื่มสุรากับเพื่อนที่ทำงานเดียวกัน และจากการประเมินภาวะการติดแอลกอฮอล์ตามแบบประเมินของกรมสุขภาพจิต พบว่ากลุ่มตำรวจตัวอย่างประมาณร้อยละ 38 เป็นผู้ที่มีระดับการดื่มอยู่ในกลุ่มความเสี่ยงสูง/เสพติดแอลกอฮอล์แล้ว และประมาณร้อยละ 24 จัดอยู่ในกลุ่มที่ระดับการดื่มก่อให้เกิดอันตรายได้ และเมื่อพิจารณาถึงแนวโน้มการละเมิดกฎหมาย/วินัยอันเกี่ยวข้องกับการดื่มสุราพบว่ากลุ่มตำรวจตัวอย่างประมาณครึ่งมีแนวโน้มในการละเมิดฯ ในระดับปานกลาง (ร้อยละ 53.7) และจากการทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างแนวโน้มการละเมิดกฎหมาย/วินัยอันเกี่ยวข้องกับการดื่มสุรากับระดับการดื่มสุรา พบว่ามีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
จากข้อค้นพบของการศึกษานี้ชักนำให้เห็นว่าพฤติกรรมการดื่มสุราของตำรวจไทยนับเป็นข้อจำกัดหนึ่งของการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
เอกสารอ้างอิง
จุรีย์ อุสาหะ และเศรณีย์ จุฬาเสรีกุล. (2548). สถานการณ์บริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสังคมไทย. วารสารวิชาการสาธารณสุข, 14(1). หน้า 1-7.
บัณฑิต ศรไพศาล.(2549). การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของประเทศไทย. วารสารคลินิก, 22 (1มกราคม 2549). 7-13
บัณฑิต ศรไพศาล, จุฑาภรณ์ แก้งมุงคุณ, กมลา วัฒนาพร, โศภิต นาสืบ, แววดาว พิมพ์พันธ์ดี และกัณณพนต์ ภักดีเศรษฐกุล.(2551). รายงานสถานการณ์สุราปี 2551. ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข นนทบุรี.
ประสาร อิ่มสมบัติ (2536). ปัจจัยที่มีผลต่อความแตกต่างของการกระทำผิดวินัยของข้าราชการตำรวจชั้นประทวนและพลตำรวจ ในสังกัดกองบังคับการตำรวจนครบาลธนบุรี. ปริญญานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยมหิดล. นครปฐม.
รณชัย คงสกนธ์ และนฤมล โพธิ์แจ่ม. (2550). การดื่มสุราแบบอันตรายกับปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ไทย : ศึกษาเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มศึกษาและกลุ่มควบคุมแบบจับคู่. วารสารสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย 2550, 52(3), 296–305.
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย. (2547). หน่วยจัดการความรู้เพื่อความปลอดภัย
สุมนทิพย์ ใจเหล็ก. (2546). รายงานการวิจัยความรุนแรงในครอบครัวกับการกระทำผิดของเด็กและ เยาวชน
Davey, J. D., Obst, P. L. & Sheehan, M. C. (2001). It Goes with the Job: officers’ insights into the impact of stress and culture on alcohol consumption within the policing occupation. Drugs: education, prevention and policy, 8(2)
Hjelle, L.A. and Ziegler, D.J. (1992). Personality Theories : Basic Assumption, Research, and Application. The social cognitive perspective in personality theory : Albert Bandura and Julian Rotter. 336-385.
Julian B. Rotter (1982). The development and application of social learning theory. Social Learning and Clinical Psychology, 40-80.
Krejcie, R. V. & Morgan, D. W. (1970). Determining sample size for research activities. Educational and Psychological Measurement, 30, 607-610.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
Disclaimer and Copyright Notice
เนื้อหาและข้อมูลในบทความที่ลงตีพิมพ์ในวารสารกฎหมายและนโยบายสาธารณสุข ถือเป็นข้อคิดเห็นและความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยตรงซึ่งกองบรรณาธิการวารสาร ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย หรือร่วมรับผิดชอบใด ๆ
บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารกฎหมายและนโยบายสาธารณสุข ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารฯ หากบุคคลหรือหน่วยงานใดต้องการนำทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อหรือเพื่อกระทำการใด ๆ จะต้องอ้างอิงเสมอ