ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการคุ้มครองเด็กจากสื่อที่ไม่พึงประสงค์ทางอินเทอร์เน็ต ตามการรับรู้ของเจ้าหน้าที่องค์กรพัฒนาเอกชน

ผู้แต่ง

  • วรลักษณ์ จงเลิศมนตรี

คำสำคัญ:

การคุ้มครองเด็ก, สื่อที่ไม่พึงประสงค์ทางอินเทอร์เน็ต, การมีส่วนร่วมในการคุ้มครองเด็ก

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการคุ้มครองเด็กจากสื่อที่ไม่พึงประสงค์ตามการรับรู้ของเจ้าหน้าที่องค์กรพัฒนาเอกชน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามกับกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ เจ้าหน้าที่องค์กรพัฒนาเอกชนจำนวน 180 คน สถิติที่ใช้ คือ สถิติเชิงพรรณนา สถิติเชิงวิเคราะห์ ซึ่งประกอบด้วย การทดสอบไคสแควร์ การวิเคราะห์ค่าสหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน การวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุ

ผลการวิจัย พบว่า องค์กรพัฒนาเอกชนมีส่วนร่วมในการคุ้มครองเด็กจากสื่อที่ไม่พึงประสงค์ทางอินเทอร์เน็ตกับภาครัฐ ด้านการสงเคราะห์มากที่สุด และมีส่วนร่วมด้านนโยบายน้อยที่สุด  เจ้าหน้าที่องค์กรพัฒนาเอกชนมีความรู้เกี่ยวกับกฎหมายการคุ้มครองเด็กจากสื่อที่ไม่พึงประสงค์ทางอินเทอร์เน็ตระดับดี ร้อยละ 57.8 ข้อกฎหมายที่ตอบถูกมากที่สุดอยู่ในพระราชบัญญัติการคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 คิดเป็นร้อยละ 97.2 การคุ้มครองเด็กจากสื่อที่ไม่พึงประสงค์ทางอินเทอร์เน็ตตามการรับรู้ของเจ้าหน้าที่องค์กรพัฒนาเอกชนทั้ง 7 ด้าน พบว่า เจ้าหน้าที่องค์กรพัฒนาเอกชนส่วนใหญ่มีการรับรู้ เกี่ยวกับการดำเนินโครงการที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันการแสวงหาประโยชน์ทางเพศจากเด็กบนอินเทอร์เน็ตมากที่สุด  ปัจจัยด้านการมีส่วนร่วมในการคุ้มครองเด็กจากสื่อที่ไม่พึงประสงค์ทางอินเทอร์เน็ตของเจ้าหน้าที่องค์กรพัฒนาเอกชนกับภาครัฐ ปัจจัยด้านความรู้เกี่ยวกับกฎหมายการคุ้มครองเด็กจากสื่อที่ไม่พึงประสงค์ทางอินเทอร์เน็ตมีความสัมพันธ์กับการคุ้มครองเด็กจากสื่อที่ไม่พึงประสงค์ทางอินเทอร์เน็ตตามการรับรู้ของเจ้าหน้าที่องค์กรพัฒนาเอกชนและพบว่า ปัจจัยด้านการมีส่วนร่วมในการคุ้มครองเด็กจากสื่อที่ไม่พึงประสงค์ทางอินเทอร์เน็ตของเจ้าหน้าที่องค์กรพัฒนาเอกชนกับภาครัฐ ปัจจัยด้านความรู้เกี่ยวกับกฎหมายการคุ้มครองเด็กจากสื่อที่ไม่พึงประสงค์ทางอินเทอร์เน็ตของเจ้าหน้าที่องค์กรพัฒนาเอกชนมีอิทธิพลต่อการคุ้มครองเด็กจากสื่อที่ไม่พึงประสงค์ทางอินเทอร์เน็ตตามการรับรู้ของเจ้าหน้าที่องค์กรพัฒนาเอกชนซึ่งสามารถอธิบายอิทธิพลได้ร้อยละ 38.1 ข้อเสนอแนะจากการวิจัยนี้คือ หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องควรส่งเสริมองค์กรพัฒนาเอกชนให้มีส่วนร่วมกับภาครัฐและเพิ่มองค์ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองเด็กจากสื่อที่ไม่พึงประสงค์ทางอินเทอร์เน็ต

เอกสารอ้างอิง

บัณฑร อ่อนดำ. (2527). องค์กรอาสาสมัครเอกชนก่อน 14 ตุลา 2516.ทางเลือกการพัฒนา,2 (2)
นันท์นภัส สนธิพร. (2552). มาตรการทางกฎหมายในการควบคุมสื่อลามกและสื่อที่ไม่เหมาะสมเพื่อคุ้มครองเด็กและเยาวชน ศึกษากรณีร่างพระราชบัญญัติปราบปรามวัตถุยั่วยุพฤติกรรมอันตราย พ.ศ. .... วิทยานิพนธ์นิติศาสตรมหาบัณฑิต, สาขาวิชานิติศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ปัทมา แสงสะอาด.(2547). ทัศนะของชุมชนต่อการคุ้มครองเด็ก:ศึกษาเฉพาะกรณีชุมชนวัดประชาระบือธรรม เขตดุสิต จังหวัดกรุงเทพมหานคร. วิทยานิพนธ์สังคมสงเคราะห์ศาสตรมหาบัญฑิต, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
ปริมา อภิโชติกร. (2551). อิทธิพลของสื่อลามกที่มีต่อพฤติกรรมทางเพศของนักศึกษากลุ่มอาชีวศึกษาจังหวัดเชียงใหม่. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต, สาขาวิชานิเทศศาสตร์ สำนักงานบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยแม่โจ้.
มูลนิธิปวีณา หงสกุลเพื่อเด็กและสตรี.(2555). วันที่ค้นข้อมูล 4 ธันวาคม 2555, จากมูลนิธิปวีณา หงสกุลเพื่อเด็กและสตรีเว็บไซต์ :http://www.pavenafoundation.or.th/
พรทิพย์ ศิริชูทรัพย์ .(2542). การเปิดรับข่าวสารความรู้ ทัศนคติและการมีส่วนร่วมต่อปัญหาสังคมของกลุ่มผู้ใช้สื่ออินเตอร์เน็ทบนเว็ปไซต์ขององค์กรพัฒนาเอกชน. วิทยานิพนธ์. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
สภาองค์กรพัฒนาเด็กและเยาวชน .(2555). วันที่ค้นข้อมูล 4 ธันวาคม 2555, จากสภาองค์กรพัฒนาเด็กและเยาวชนเว็บไซต์: http://www.dordek.org.
โสมนัส เจือศรีกุล. (2545). มาตรการควบคุมต่อต้านสื่อลามกเด็ก. วิทยานิพนธ์นิติศาสตรมหาบัณฑิต, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
องค์กรพัฒนาการคุ้มครองเด็กและมูลนิธิเพื่อยุติการแสวงประโยชน์ทางเพศจากเด็ก.(2555). วันที่ค้นข้อมูล 4 ธันวาคม 2555, จากองค์กรพัฒนาการคุ้มครองเด็กและมูลนิธิเพื่อยุติการแสวงหาประโยชน์ทางเพศจากเด็กเว็บไซต์: http://www.ecpatthailand.org/th/about.html.
เอ็คแพทอินเตอร์เนชั่นแนล. (2549). การติดตามผลระดับสากลรายงานว่าด้วยความก้าวหน้าของการดำเนินงานต่อต้านการแสวงหาประโยชน์ทางเพศเชิงพาณิชย์จากเด็ก.กรุงเทพฯ:ศาลาแดง.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2015-05-21

รูปแบบการอ้างอิง

จงเลิศมนตรี ว. (2015). ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการคุ้มครองเด็กจากสื่อที่ไม่พึงประสงค์ทางอินเทอร์เน็ต ตามการรับรู้ของเจ้าหน้าที่องค์กรพัฒนาเอกชน. วารสารกฎหมายและนโยบายสาธารณสุข, 1(2), 105–117. สืบค้น จาก https://so05.tci-thaijo.org/index.php/journal_law/article/view/161783

ฉบับ

ประเภทบทความ

นิพนธ์ต้นฉบับ