ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตามหลักสุขบัญญัติแห่งชาติ 10 ประการ ของวัยรุ่นในจังหวัดพะเยา
DOI:
https://doi.org/10.1016/123456บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการดูแลสุขภาพ และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตามหลักสุขบัญญัติแห่งชาติ 10 ประการ ของวัยรุ่นในจังหวัดพะเยา เก็บข้อมูลจำนวน 330 คน คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีสุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญ (Accidental sampling) เก็บข้อมูลเดือนกันยายนถึงเดือนตุลาคม 2561 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาคือแบบสอบถามวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าสถิติไคสแควร์
ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 61.8 มีความรู้ระดับสูง ร้อยละ 87.0 เจตคติระดับสูง ร้อยละ 82.7 ปัจจัยสนับสนุนทางสังคมระดับปานกลาง ร้อยละ 62.1 และพฤติกรรมการดูแลสุขภาพ ระดับปานกลาง ร้อยละ 50.0 การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ พบว่า ระดับการศึกษา อาชีพของผู้ปกครอง รายได้ผู้ปกครองต่อเดือน และความรู้ความเข้าใจ มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตามหลักสุขบัญญัติแห่งชาติ 10 ประการอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนเพศ อายุ พักอาศัยอยู่กับ เจตคติ ปัจจัยสนับสนุน ไม่มีความสัมพันธ์
สรุป วัยรุ่นในจังหวัดพะเยามีพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตามหลักสุขบัญญัติแห่งชาติ 10 ประการระดับปานกลาง ซึ่งพฤติกรรมนี้มีความสัมพันธ์กับ ระดับการศึกษา อาชีพของผู้ปกครอง รายได้ผู้ปกครองต่อเดือน และความรู้ความเข้าใจ ดังนั้นผู้ปกครอง โรงเรียน และหน่วยงานทางด้านสาธารณสุข ควรตระหนักถึงความสำคัญและส่งเสริมให้เกิดพฤติกรรมการดูแลตนเองอย่างเหมาะสม
เอกสารอ้างอิง
กระทรวงสาธารณสุข. (2561). แนวทางการดำเนินงานสุขศึกษาและพฤติกรรมสุขภาพ การส่งเสริมการพัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพ ปีงบประมาณ 2561.
กองสุขศึกษา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข. (2561). การเสริมสร้างและประเมินความรอบรู้ด้านสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพ กลุ่มเด็กและเยาวชน อายุ 7-14 ปี และกลุ่มประชาชนที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป ฉบับปรับปรุง ปี 2561. นนทบุรี: กองสุขศึกษา.
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กระทรวงสาธารณสุข และTASC. (2549). รายงานเรื่องการสำรวจการบาดเจ็บในประเทศไทย.
ธวัช วิเชียรประภา และคณะ. (2555). ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมสุขภาพของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน จังหวัดจันทบุรี. วารสารสาธารณสุขมหาวิทยาลัยบูรพา, 7(2).
ปุรินทร์ ศรีศศลักษณ์. (2557). ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของอาจารย์พยาบาลวิทยาลัยพยาบาล เครือข่ายภาคกลางกระทรวงสาธารณสุข. มหาวิทยาลัยคริสเตียน, กรุงเทพมหานคร.
วรรณวิมล เมฆวิมล. (2553). พฤติกรรมการดูแลสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ฝึกปฏิบัติงานของนักศึกษาสาขาวิชาการแพทย์แผนไทยประยุกต์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา. มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา, กรุงเทพมหานคร.
วัลลภา วาสนาสมปอง และคณะ. (2558). ผลของการสอนสุขศึกษาด้วยรูปแบบการเรียนรู้แบบร่วมมือที่มีต่อความรู้เรื่องสุขบัญญัติแห่งชาติของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ประชุมวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา.
วิชชุตา มัคสิงห์และคณะ. (2559). ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพของเด็กวัยเรียน ในเขตเทศบาลนครนครศรีธรรมราช. วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้, 3(3).
สำนักงานคณะกรรมการสาธารณสุขมูลฐาน. ( 2527.). แผนงานสาธารณสุขมูลฐานตามแผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2525-2529). นนทบุรี.;.
สุวัฒน์ ศิริแก่นทราย. (2556). ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมสุขภาพตามสุขบัญญัติแห่งชาติของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ตำบลโนนทน อำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู เอกสารประกอบการประชุมวิชาการและนำเสนอผลงานวิจัยระดับชาติ.
อรุณรัตน์ สารวิโรจน์. (2553). พฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพของนักศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, สงขลา.
อัญชลี นพรัตน์ (2552). ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ ในเขตตำบลบ้านปรก อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, กรุงเทพมหานคร.
William Gemmell Cochran. (1963). Sampling Techniques. New York, London
World Health Organization. (2011). Guidance on ethical considerations in planning and reviewing research studies on sexual and reproductive health in adolescents. Switzerland.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
Disclaimer and Copyright Notice
เนื้อหาและข้อมูลในบทความที่ลงตีพิมพ์ในวารสารกฎหมายและนโยบายสาธารณสุข ถือเป็นข้อคิดเห็นและความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยตรงซึ่งกองบรรณาธิการวารสาร ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย หรือร่วมรับผิดชอบใด ๆ
บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารกฎหมายและนโยบายสาธารณสุข ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารฯ หากบุคคลหรือหน่วยงานใดต้องการนำทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อหรือเพื่อกระทำการใด ๆ จะต้องอ้างอิงเสมอ