วิเคราะห์กฎหมายสิ่งแวดล้อมในการทำงาน เรื่อง แสงสว่าง และเสียง
คำสำคัญ:
กฎหมายสิ่งแวดล้อมในการทำงาน, แสงสว่าง, แสงจ้า, เสียง, การอนุรักษ์การได้ยิน, แผนผังระดับเสียงบทคัดย่อ
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ในการวิเคราะห์กฎหมายสิ่งแวดล้อมในการทำงาน เรื่อง แสงสว่าง และเสียง เพื่อพิจารณาความชัดเจนในการนำกฎหมายไปปฏิบัติให้ความคุ้มครองสุขภาพและความปลอดภัยของลูกจ้าง และเพื่อเสนอแนะในการปรับปรุงกฎหมายให้ผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถนำไปปฏิบัติได้ โดยทำการศึกษาเอกสารกฎหมายสิ่งแวดล้อมในการทำงาน ของกระทรวงแรงงาน คือ กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับความร้อน แสงสว่าง และเสียง พ.ศ. 2559 และประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานที่เกี่ยวข้องกับกฎกระทรวงแรงงาน วิธีการวิเคราะห์ ใช้การวิเคราะห์เนื้อหาในเอกสารกฎกระทรวงและกฎหมายที่นำมาศึกษาครั้งนี้ โดยมีเกณฑ์พิจารณาจากความชัดเจนของข้อกำหนดที่ทำให้ผู้เกี่ยวข้อง สามารถนำไปปฏิบัติได้
ประเด็นที่กฎหมายยังระบุไม่ชัดเจนเพียงพอต่อการนำไปปฏิบัติมี 5 ประเด็นคือ (1) การกำหนดเรื่องแสงจ้าไม่มีความชัดเจน ขอเสนอให้มีรายละเอียดมากขึ้นในการกำหนดว่าแสงจ้าประเภทใดที่ห้ามไม่ให้มีในสถานประกอบกิจการ (2) ไม่มีนิยามของระดับเสียงสูงสุด เสียงกระแทกกับระดับเสียงดังต่อเนื่อง จึงไม่สามารถจำแนกชนิดของเสียงในที่ทำงานเพื่อเปรียบเทียบกับกฎหมาย จึงเสนอให้มีการทบทวนเพิ่มเติมนิยาม (3) ตรวจสอบกฎหมายเรื่องการตรวจสุขภาพที่อ้างอิงถึงพระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 ไม่พบเรื่องการตรวจสุขภาพตามที่อ้างถึง เสนอให้แก้ไขในสิ่งที่อ้างถึง (4) การกำหนดมาตรฐานความเข้มของแสงสว่างขั้นต่ำ กฎหมายกำหนดเป็นช่วง เสนอให้แก้ไขมาตรฐานความเข้มของแสงสว่างขั้นต่ำให้เป็นค่ามาตรฐานตัวเลขเดียว ไม่เป็นช่วง รวมถึงทบทวนวิธีการวัดระดับแสงโดยวางหัววัดแสงบนทางเดิน (5) เรื่องการอนุรักษ์การได้ยิน ไม่ได้ระบุเรื่องปริมาณเสียงสะสมมาเป็นเกณฑ์ในการพิจารณากำหนดให้มีมาตรการอนุรรักษ์การได้ยิน เสนอให้พิจารณาเรื่องปริมาณเสียงสะสม เมื่อลูกจ้างได้รับปริมาณเสียงสะสมร้อยละ 100 (100%dose) นายจ้างต้องดำเนินการมาตรการอนุรักษ์การได้ยิน และที่สำคัญคือเสนอให้ยกเลิกบังคับการจัดทำแผนผังแสดงระดับเสียง เนื่องจากมีงานหลายประเภทไม่สามารถจัดทำได้ รวมถึงเสนอให้แก้ไขการบันทึกข้อมูลและจัดทำเอกสารการดำเนินการเรื่องมาตรการอนุรักษ์การได้ยินไว้ในสถานประกอบกิจการไม่น้อยกว่าห้าปี เพื่อแก้ไขให้สอดคล้องกับกฎกระทรวงแรงงาน กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการตรวจสุขภาพของลูกจ้างฯ พ.ศ. 2547 ให้นายจ้างเก็บบันทึกผลการตรวจสุขภาพของลูกจ้าง ไม่น้อยกว่าสองปีนับแต่วันสิ้นสุดของการจ้างแต่ละราย
เอกสารอ้างอิง
กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและ
สภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับความร้อน แสงสว่าง และเสียง พ.ศ. 2559 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 133 ตอนที่ 91 ก 17 ตุลาคม 2559 หน้า 4
กฎกระทรวงแรงงาน กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการตรวจสุขภาพของลูกจ้าง และส่งผลการตรวจแก่พนักงานตรวจแรงงาน พ.ศ. 2547 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 122 ตอนที่ 4 ก 13 มกราคม 2548 หน้า 19
ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง มาตรฐานระดับเสียงที่ยอมให้ลูกจ้างได้รับเฉลี่ยตลอดระยะเวลาการทำงานในแต่ละวัน เล่ม 135 ตอนพิเศษ 19 ง ราชกิจจานุเบกษา 26 มกราคม 2561 หน้า 15
ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง มาตรฐานความเข้มของแสงสว่าง เล่ม 135 ตอนพิเศษ 39 ง ราชกิจจานุเบกษา 21 กุมภาพันธ์ 2561 หน้า 15
ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการตรวจวัด และการวิเคราะห์สภาวะการทำงานเกี่ยวกับระดับความร้อน แสงสว่าง หรือเสียง รวมทั้งระยะเวลาและประเภทกิจการที่ต้องดำเนินการ ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 135 ตอนพิเศษ 57 ง 12 มีนาคม 2561 หน้า 11
ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการจัดทำมาตรการอนุรักษ์การได้ยินในสถานประกอบกิจการ เล่ม 135 ตอนพิเศษ 134 ง ราชกิจจานุเบกษา 12 มิถุนายน 2561 หน้า 15
พระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 128 ตอนที่ 4 ก 17 มกราคม 2554 หน้า 5
International Commission on Illumination. (1995) Discomfort glare in interior lighting. (CIE Standard No. 117)
International Organization for Standardization. (2002). Lighting of indoor work places (ISO Standard No. 8995).
Occupational Safety and Health Act (OSHA). (1994) Malaysia.
Workplace Safety and Health Act (WSHA). (2009). The Statutes of the Republic of Singapore.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
Disclaimer and Copyright Notice
เนื้อหาและข้อมูลในบทความที่ลงตีพิมพ์ในวารสารกฎหมายและนโยบายสาธารณสุข ถือเป็นข้อคิดเห็นและความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยตรงซึ่งกองบรรณาธิการวารสาร ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย หรือร่วมรับผิดชอบใด ๆ
บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารกฎหมายและนโยบายสาธารณสุข ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารฯ หากบุคคลหรือหน่วยงานใดต้องการนำทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อหรือเพื่อกระทำการใด ๆ จะต้องอ้างอิงเสมอ