การจัดให้มีการคุ้มครองหญิงที่รับตั้งครรภ์แทนและเด็กตามกฎหมายคุ้มครองเด็กที่เกิด โดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์
คำสำคัญ:
การตั้งครรภ์แทน, ระบบการประกันภัย, เทคโนโลยีทางการแพทย์ช่วยการเจริญพันธุ์บทคัดย่อ
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากฎหมายที่เกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ กรณีให้หญิงอื่นรับตั้งครรภ์แทนคู่สมรสฝ่ายหญิง (Surrogacy) โดยใช้กรรมวิธีการปฏิสนธิภายนอกร่างกาย หรือ IVF (In vitro fertilization) เพื่อให้ได้ตัวอ่อนที่มีคุณสมบัติ ก่อให้เกิดสัญญารับตั้งครรภ์แทนที่มีการกำหนดเงื่อนไขไว้เป็นพิเศษ เพื่อเปิดโอกาสให้มีการรักษาภาวะการมีบุตรยากให้กับผู้ที่มีบุตรยากได้โดยถูกต้องตามกฎหมาย โดยได้ศึกษาเปรียบเทียบแนวคิด ทฤษฎี และหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ นำมาวิเคราะห์เนื้อหาบทบัญญัติกฎหมายที่มีใช้ในประเทศไทย เพื่อหาช่องว่างของกฎหมายและแนวทางแก้ไขกฎหมายเพื่อให้ครอบคลุมการคุ้มครองแก่หญิงรับตั้งครรภ์แทน และเด็กทารกที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์อย่างเหมาะสมต่อไป
จากการศึกษา พบว่าการดำเนินการให้มีการตั้งครรภ์แทนนั้น ไม่มีบทบัญญัติในกฎหมายไทยที่ให้ความคุ้มครองสุขภาพของหญิงที่รับตั้งครรภ์แทนอย่างเพียงพอ ส่วนการเป็นผู้ปกครองเด็กในกรณีที่สามีและภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายถึงแก่ความตายก่อนเด็กเกิด พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ. 2558กำหนดให้หญิงที่รับตั้งครรภ์แทนเป็นผู้ปกครองเด็กจนกว่าจะมีการตั้งผู้ปกครองขึ้นใหม่ ซึ่งเกิดสภาพบังคับให้หญิงที่รับตั้งครรภ์แทนต้องจำยอมเป็นฝ่ายอุปการะเลี้ยงดูเด็ก ทำให้ต้องรับภาระหน้าที่เกินกว่าที่ตกลงไว้ในสัญญา และยังทำให้เกิดปัญหาการเลี้ยงดูที่ไม่มีคุณภาพ ซึ่งส่งผลกระทบต่อเด็กโดยตรง
มีข้อเสนอแนะ ดังนี้ ควรแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การให้ความคุ้มครองหญิงที่รับตั้งครรภ์แทน โดยกำหนดให้สามีและภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายต้องทำประกันสุขภาพให้กับหญิงที่รับตั้งครรภ์และเด็กที่เกิดจากการตั้งครรภ์แทน เพื่อให้ได้รับการรักษาพยาบาลอย่างเต็มที่ และควรแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติให้เจ้าหน้าที่ตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองเด็กเป็นผู้ปกครองเด็กจนกว่าจะมีการตั้งผู้ปกครองขึ้น ในกรณีที่สามีและภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายถึงแก่ความตายก่อนเด็กเกิด และเพิ่มเติมบทบัญญัติหน้าที่ของสามีและภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายต้องทำประกันชีวิตของตนเองให้มีผลคุ้มครองในระหว่างที่มีการตั้งครรภ์แทน โดยให้เด็กเป็นผู้รับประโยชน์จากการเอาประกันชีวิต และให้กองทุนคุ้มครองเด็กตามกฎหมายมีหน้าที่ดูแลรักษาผลประโยชน์และมีอำนาจนำเงินที่ได้จากการเอาประกันชีวิตมาใช้อุปการะเลี้ยงดูเด็กได้เท่าที่จำเป็น
เอกสารอ้างอิง
ธานี วรภัทร์. (2561). ศึกษาและวิเคราะห์การบังคับใช้กฎหมายเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์. รายงานผลการวิจัย. มหาวิทยาลัยธุกิจบัณฑิตย์.
นิรันดร์ ทรงนิรันดร์. (2560). วิวัฒนาการทางการแพทย์การผสมพันธุ์มีผลต่อกฎหมายของบุคคล. วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ปีที่ 8 (ฉบับพิเศษ) กรกฎาคม – ธันวาคม: 54-56.
ติฟาฮา มุกตาร์ . (2551). ธุรกิจอุ้มบุญกับกฎหมายใหม่ของอินเดีย. [Online], available from http://info. gotomanager.com/news/details.aspx?id=74632.
สฤษดิ์เดช เจริญไชย. (2561). ความจำเป็น พ.ร.บ.ระบบสุขภาพปฐมภูมิฯ. [Online], available from https:// www.bangkokbiznews.com/blog/detail/645414
สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.). (2561). การประกันสุขภาพ. [Online], available from http://www.oic.or.th/th/education/insurance/health.
อภิวัฒน์ เอื้ออังกูร. (2554). การอุ้มบุญ (Gestational carrier pregnancy). [Online], available from http:// www.med.cmu.ac.th/dept/obgyn/2011/ index.php?option=com_content&view=article&id=478:gestational-carrier-pregnancy-and-oocyte-donation&catid=45:topic-review&Itemid=561.
Barry Moylan Nicholas (1982). French law of Contract. London: Butterworths.
Konrad Zweigert and Hein Kotz (1992) An Introduction to Comparative Law, trans. Tony Weir Oxford: Clarendon press.
Mary Warnock. (1984). Report of the committee of inquiry into human fertilization and embryology. Department of Health & Social Security.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
Disclaimer and Copyright Notice
เนื้อหาและข้อมูลในบทความที่ลงตีพิมพ์ในวารสารกฎหมายและนโยบายสาธารณสุข ถือเป็นข้อคิดเห็นและความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยตรงซึ่งกองบรรณาธิการวารสาร ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย หรือร่วมรับผิดชอบใด ๆ
บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารกฎหมายและนโยบายสาธารณสุข ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารฯ หากบุคคลหรือหน่วยงานใดต้องการนำทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อหรือเพื่อกระทำการใด ๆ จะต้องอ้างอิงเสมอ