ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้ยาสมุนไพรในการดูแลสุขภาพตนเองของบุคลากรทางการแพทย์โรงพยาบาลแม่จัน จังหวัดเชียงราย
คำสำคัญ:
ยาสมุนไพร, บุคลากรทางการแพทย์, พฤติกรรมการดูแลสุขภาพบทคัดย่อ
การวิจัยเชิงพรรณนาแบบตัดขวาง เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้ยาสมุนไพรในการดูแลสุขภาพตนเองของบุคลากรโรงพยาบาลแม่จัน กลุ่มตัวอย่าง 220 คน เก็บข้อมูลโดยแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลสถิติ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติไคสแควร์
ผลการศึกษาพบกลุ่มตัวอย่างเพศหญิง (76.4%) อายุต่ำกว่า 40 ปี (69.1%) ไม่มีโรคประจำตัว(82.7%) ไม่มีประวัติการแพ้ยา (92.3%) มีสถานภาพสมรส(52.3%) จบการศึกษาระดับอุดมศึกษา (59.5%) มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนน้อยกว่า 15,000 บาท (58.6%) มีประสบการณ์การทำงานมากกว่า 10 ปี (55.0%) มีสถานภาพเป็นลูกจ้าง (70.0%) อยู่สายงานวิชาชีพ (66.8%) มีการใช้สมุนไพรดูแลสุขภาพตนเอง (51.4%) ใช้ยาสมุนไพรรูปแบบรับประทาน (84.1%) มีความรู้และทัศนคติการรับรู้ประโยชน์ต่อการใช้ยาสมุนไพรปานกลาง (67.3 และ 73.6%) มีพฤติกรรมการใช้ยาสมุนไพรต่ำ (77.3%) การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ พบว่า เพศ รายได้ ประเภทการจ้าง
ตำแหน่งงาน ประวัติการรักษาโรค และรูปแบบการใช้ยาสมุนไพร มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมในการใช้ยาสมุนไพร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ p-value≤0.05 ส่วนอายุ โรคประจำตัว ประวัติการแพ้ยา สถานภาพ การศึกษา ประสบการณ์การทำงาน ประวัติการใช้ยาสมุนไพร ความรู้การใช้ยาสมุนไพร ทัศนคติและการรับรู้ประโยชน์ต่อการใช้ยาสมุนไพรไม่มีความสัมพันธ์
สรุป กลุ่มตัวอย่างมีพฤติกรรมการใช้ยาสมุนไพรในการดูแลสุขภาพตนเองต่ำ เกิดจากมีความรู้และทัศนคติการรับรู้ประโยชน์ของการใช้ยาสมุนไพรในระดับต่ำ ดังนั้นจึงควรเริ่มจากการให้ความรู้เรื่องสมุนไพรในการดูแลสุขภาพ เพื่อสร้างทัศนคติการรับประรู้ประโยชน์การใช้สมุนไพรดูแลสุขภาพตนเองเพื่อเป็นพื้นฐานในการดูแลสุขภาพด้วยยาสมุนไพร
เอกสารอ้างอิง
กฤติเดช มิ่งไม้. (2560). ความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการใช้ยาสมุนไพรของผู้สูงอายุที่มีโรคเรื้อรังในอำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา. วารสารสมาคมเวชศาสตร์ป้องกันแห่งประเทศไทย. 9(1):87-100.
ฉัตรณรงค์ พุฒทอง และคณะ. (2561). ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองด้วยวิถีการแพทย์แผนไทย และการแพทย์ทางเลือกของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน อำเภอทุ่งเสลี่ยม จังหวัดสุโขทัย. วารสารพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข. 28 (3): 156-165. available from https://he02.tci-thaijo.org/index.php/tnaph/article/view/164225
ชนิภรณ์ กองถวิล. (2561). ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้พืชสมุนไพรพื้นบ้านในการดูแลสุขภาพตนเอง ของประชาชน อำเภอเมือง จังหวัดตรัง. วิทยาลัยการสาธารณสุขสิริธร จังหวัดตรัง. available from http://cdea. scphtrang.ac.th/node/182
ธนากร ประทุมชาติ. (2557). การสั่งใช้ยาสมุนไพรของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จังหวัดหนองบัวลำภู.
The National Graduate Research Conference. 3(1): 97-112. available from https://home.kku.ac.th/chd/index.php?option=com_ attachments&task=download&id=82&lang=th
พนธกร เหมะจันทร และคณะ. (2562). ความรู้ เจตคติ และพฤติกรรมการใช้ยาสมุนไพรในผู้ป่วยโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง ศูนย์เวชปฏิบัติครอบครัว โรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยา. วารสารสมาคมเวชศาสตร์ป้องกันแห่งประเทศไทย 9(1): 87-99. available from https://he01.tci-thaijo.org /index.php/JPMAT/article/download/190882/133420/
เมธี สุทธศิลป์ และคณะ. (2560). การใช้สมุนไพรสปานาโมของผู้บริโภคผลิตภัณฑ์ที่มาซื้อในศูนย์กระจายผลิตภัณฑ์ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดลำพูน. วารสารมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา. 12 (ฉบับพิเศษ): 42-55. available from https://so04.tci-thaijo.org/index.php/yru_human/article/view/133720/100177
วิริญญา เมืองช้าง. (2559). ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้สมุนไพรในการดูแลสุขภาพตนเองของประชาชนในอำเภอแม่ใจ จังหวัดพะเยา.วิทยานิพนธ์หลักสูตรสาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. available from http://ethesisarchive.library.tu.ac.th/thesis/2016/TU_2016_5817035164_6790_4790.pdf
สุกิจ ไชยชมพู และคณะ. (2555). ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้สมุนไพรรักษาโรคของประชาชน ในเขต 11 กระทรวงสาธารณสุข.วารสารเกื้อการุณย์. 19(2): 60-74 available from https://www.western.ac.th/media/attachments/2017/12/06/004-11-1.pdf
สุรพจน์ วงศ์ใหญ่. (2563). การพัฒนาสมุนไพรไทยสู่ตลาดโลก ไทยมีความพร้อมในการเข้าร่วมแข่งขันหรือไม่ ที่นี่มีคำตอบ. available from: https://
www2.rsu.ac.th/sarnrangsit-online-detail/herb01
สมชาย เกิงฝาก. (2562). จังหวัดเชียงรายประชุมความคืบหน้าการพัฒนาเมืองสมุนไพรระดับจังหวัด. available from http://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG190529143525234
Best, John W. (1977). Research in Education. 3 rd ed. Englewood Cliffs. New Jersey: Prentice Hall, Inc.
Krejcie, R. V. & Morgan, D. W. (1970). Determining Sample Size for Research Activities. Educational and Psychological Measurement, 30(3), pp. 607-610.
Likert, Rensis. (1967). The Method of Constructing and Attitude Scale. In Reading in Fishbeic,M (Ed.), Attitude Theory and Measurement New York: Wiley & Son;.p. 90-5.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
Disclaimer and Copyright Notice
เนื้อหาและข้อมูลในบทความที่ลงตีพิมพ์ในวารสารกฎหมายและนโยบายสาธารณสุข ถือเป็นข้อคิดเห็นและความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยตรงซึ่งกองบรรณาธิการวารสาร ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย หรือร่วมรับผิดชอบใด ๆ
บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารกฎหมายและนโยบายสาธารณสุข ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารฯ หากบุคคลหรือหน่วยงานใดต้องการนำทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อหรือเพื่อกระทำการใด ๆ จะต้องอ้างอิงเสมอ