พฤติกรรมการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์โลชั่นของนิสิต มหาวิทยาลัยในภาคเหนือแห่งหนึ่ง
คำสำคัญ:
ผลิตภัณฑ์โลชั่น; ทัศนคติ; พฤติกรรม; ส่วนประสมทางการตลาดบทคัดย่อ
การวิจัยเชิงพรรณนาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการใช้ผลิตภัณฑ์โลชั่น กลุ่มตัวอย่างจำนวน 375 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยสถิติเชิงพรรณนาและอนุมานได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ ค่าสถิติไคสแควร์
ผลการวิจัยพบว่า ตัวอย่างเป็นเพศหญิง (68.8%) มีอายุ 20 ปี (63.5%)เป็นกลุ่มวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (35.5%) เงินที่ได้รับจากผู้ปกครองต่อเดือน 5,001-10,000 บาท (40.0%) นิยมใช้ NIVEA (34.7%) และ ประโยชน์ที่ได้จากผลิตภัณฑ์โลชั่น คือช่วยป้องกันรังสี UV/SPF50+++ (59.5%) ไม่เคยแพ้ครีมผลิตภัณฑ์โลชั่น (92.3%) และ ภูมิลำเนามาจากภาคเหนือ (45.1%) การเลือกซื้อโดยเลือกจากส่วนประสมทางการตลาดในการใช้ผลิตภัณฑ์โลชั่นระดับปานกลาง (52.5%) มีความรู้เรื่องการใช้ผลิตภัณฑ์โลชั่นระดับสูง (79.2%) มีทัศนคติของการใช้ผลิตภัณฑ์โลชั่นระดับปานกลาง (44.3%) การวิเคราะห์ความสัมพันธ์พบว่า เพศ กลุ่มคณะ เงินที่ได้จากผู้ปกครอง ประเภทของครีมผลิตภัณฑ์โลชั่นที่เลือกใช้บ่อยที่สุด ประโยชน์ที่ได้จากผลิตภัณฑ์โลชั่น ภูมิลำเนาส่วนประสมการตลาด ความรู้ และ ทัศนคติมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้ผลิตภัณฑ์โลชั่นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ p-value ≤ 0.05 ส่วน อายุ และ การแพ้ครีมผลิตภัณฑ์โลชั่นมาก่อนหรือไม่ ไม่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้ผลิตภัณฑ์โลชั่น
ผู้บริโภคมีความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์โลชั่น เพื่อดูแลสุขภาพผิวของตนเอง จึงทำให้เกิดการแสวงหาการบำรุงรักษาผิวพรรณ วิธีการต่าง ๆ ในการดูแลสุขภาพผิวให้ขาวใสดูดีอยู่เสมอ ดังนั้น ผู้บริโภคควรเลือกผลิตภัณฑ์โลชั่นที่มีความเหมาะสมกับสภาพผิวของตนเอง
เอกสารอ้างอิง
จุฑารัตน์ ทองสนิท. (2562). ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้าออร์แกนิคของผู้บริโภคที่อาศัยอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร.วารสารมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์. 3(2): 9-11.
ฐานิสร ไกรกังวาร และธรรมวิมล สุขเสริม. (2562). การตัดสินใจซื้อครีมกันแดดทาผิวกายของลูกค้าในจังหวัดอุบลราชธานี.วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย, 9(3):202-212.
ทรงฤทธิ์ ทองมีขวัญ, บุษยา สังขชาติ, ทิพย์สุคนธ์ กิจรุ่งโรจน์ และคณะ. (2562). ความสัมพันธ์และอำนาจในการทำนายของการรับรู้ความเสี่ยงอันตรายที่มีผลต่อพฤติกรรมการป้องกันกลุ่มอาการคอมพิวเตอร์ซินโดรมของบุคลากรสายสนับสนุน. วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้. 5(2): 258-271.
นภาทิพย์ ไตรกุลนิภัทร.(2559). ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์กันแดดในเขตกรุงเทพมหานครปริมณฑล.วิทยานิพนธ์การศึกษาตามหลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
ปพนสรรค์ กลั่นเรืองแสง มลินี สมภพเจริญ และณัฐนารี เอมยงค์. (2561). การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มความใสของผิวพรรณในกลุ่มนักศึกษาระดับปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร. วารสารวิจัย มข. (ฉบับบัณฑิตศึกษา). 18(1):13-23.
ประภาเพ็ญ สุวรรณ และสวิง สุวรรณ. (2534). พฤติกรรมศาสตร์พฤติกรรมสุขภาพและสุขศึกษา.
กรุงเทพฯ: เจ้าพระยาการพิมพ์.
รัตนาพร ฉัตรมงคล. (2561). กฎหมายคุ้มครองการซื้อเครื่องสําอางผ่านสื่อออนไลน์. วารสารกฎหมายสุขภาพและสาธารณสุข. 4 (1): 88-97.
วีรพล วัฒนกุลจรัส. (2558). สวยเกาหลี สวยให้สุด.เข้าถึงได้จาก http://www.chicministry.com
วารุณี จิรารัตนกุลชัย. (2554). ค่านิยมการมีผิวขาว ความพึงพอใจในสีผิว ทัศนคติ และพฤติกรรมการบริโภคผลิตภัณฑ์เสริมอาหารประเภทบำรุงผิวของผู้หญิงในกรุงเทพมหานคร. งานนิพนธ์นิเทศศาสตรมหาบัณฑิต, สาขาวิชาสื่อสารการตลาด, คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์,มหาวิทยาลัยบูรพา.
เอกพล ลิ้มพงษา, นภภัค ใจภักดี และศิริรัตน์ ดีศีลธรรม (2558). การตั้งตำหรับและประเมินผลิตภัณฑ์พอกหน้าที่เตรียมจากข้าวหอมมะลิไทย.วารสารวิจัยมหาวิทยาลัยขอนแก่น. 19 (6):905-915.
Best, J. W. (1977). Research in Education. (3rd ed). New Jersey: Prentice hall Inc.
Krejcie,R.V.& Morgan,D.W.(1970).Determining sample size for research activities. Educational and Psychological Measurement.30(3):607- 610.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
Disclaimer and Copyright Notice
เนื้อหาและข้อมูลในบทความที่ลงตีพิมพ์ในวารสารกฎหมายและนโยบายสาธารณสุข ถือเป็นข้อคิดเห็นและความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยตรงซึ่งกองบรรณาธิการวารสาร ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย หรือร่วมรับผิดชอบใด ๆ
บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารกฎหมายและนโยบายสาธารณสุข ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารฯ หากบุคคลหรือหน่วยงานใดต้องการนำทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อหรือเพื่อกระทำการใด ๆ จะต้องอ้างอิงเสมอ