อาการผิดปกติทางระบบกล้ามเนื้อและกระดูกโครงร่างในพนักงาน โรงงานอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งหนึ่ง ในจังหวัดสมุทรปราการ
คำสำคัญ:
การยศาสตร์, ความปกติของระบบกล้ามเนื้อและกระดูกโครงร่าง, พนักงานอุตสาหกรรมยานยนต์บทคัดย่อ
อาการผิดปกติของระบบกล้ามเนื้อและกระดูกโครงร่างเป็นโรคจากการทำงานที่พบมากในพนักงานอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยสาเหตุของการเกิดอาการผิดปกติดังกล่าวเกิดจากสาเหตุทางการยศาสตร์เป็นหลัก ดังนั้นการศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการศึกษาหาความชุกและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับอาการผิดปกติของระบบกล้ามเนื้อและกระดูกโครงร่างในพนักงานอุตสาหกรรมยานยนต์ กลุ่มตัวอย่างทั้งหมด 75 คน ทั้งพนักงานฝ่ายผลิตและพนักงานฝ่ายสำนักงาน ที่เข้ารับการรักษาทางกายภาพบำบัด บริเวณคลินิกที่อยู่ภายในโรงงาน โดยใช้แบบสอบถามแบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือคำถามเกี่ยวกับ ข้อมูลส่วนบุคคล ลักษณะการทำงาน และอาการผิดปกติของระบบกล้ามเนื้อและกระดูกโครงร่าง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมานวิเคราะห์ความสัมพันธ์ด้วยสถิติ Chi-square
ผลการศึกษาพบว่า ส่วนใหญ่พนักงานฝ่ายผลิตมีลักษณะการทำงานคือเป็นงานที่หลังอยู่ในท่าทางที่ผิดปกติและยกของหนักมากกว่า 10 กิโลกรัม มีอาการผิดปกติของระบบกล้ามเนื้อและกระดูกโครงร่างมากที่สุดบริเวณหลังส่วนล่าง (65.4%) และพนักงานฝ่ายสำนักงาน ลักษณะการทำงานที่โดยใช้คอมพิวเตอร์มีอาการผิดปกติของระบบกล้ามเนื้อและกระดูกโครงร่างมากที่สุดคือบริเวณคอ (51.4%) มีระดับความเจ็บปวดอยู่ในระดับปานกลาง ผลการทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างระดับความเจ็บปวดกับการออกกำลังกาย พบว่าระดับความเจ็บปวดมีความสัมพันธ์กับการออกกำลังกาย และ ผลการทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างระดับความเจ็บปวดกับดัชนีมวลกาย พบว่าระดับความเจ็บปวดมีความสัมพันธ์กับดัชนีมวลกาย
สรุปได้ว่า การศึกษาครั้งนี้ทำให้ทราบว่าปัจจัยเสี่ยงทั้งทางด้านการยศาสตร์ และปัจจัยส่วนบุคคลเป็นปัจจัยที่ส่งเสริมกันทำให้เกิดโรคระบบกล้ามเนื้อและกระดูกโครงร่างในพนักงาน ดังนั้นควรจะมีการป้องกันและแก้ไขปัญหาเรื่องลักษณะการทำงาน จัดกิจกรรมที่ส่งเสริมให้ความรู้เรื่องการออกกำลังกาย การรับประทานอาหาร เพื่อนำไปสู่การทำงานที่ปลอดภัยท่าทางการทำงานที่ดีขึ้นเพื่อเพิ่มสถานะด้านสุขภาพและความปลอดภัยที่ดีของพนักงาน
เอกสารอ้างอิง
กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข. (2561). รู้ตัวเลข รู้ความเสี่ยงสุขภาพ. [อินเทอร์เน็ต] [เข้าถึงเมื่อ 21 มกราคม 2564]. เข้าถึงได้จาก: https://ddc.moph.go.th/uploads/publish/1064820201022081932.pdf
มารยาท โยทองยศ, ผศ.ปราณีสวัสดิสรรพ์. (2563). การกําหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างเพื่อการวิจัย [อินเทอร์เน็ต] [เข้าถึงเมื่อ 15 พฤษภาคม 2564]. http://fsh.mi.th/km/wp content/uploads/2014/04/resch.pdf
สถาบันยานยนต์. (2564). ผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส “โควิด-19” ต่อ อุตสาหกรรมยานยนต์ อินเทอร์เน็ต] [เข้าถึงเมื่อ 23 เมษายน 2564]. https://www.thaiauto.or.th/2012/th/news/iframe_iu-detail.asp?news_id=4888&news_lang=th&msclkid=137634e0cee011ec896df4a5c10675132.
สำนักงานประกันสังคม กองทุนเงินทดแทน. (2563). สถิติการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทํางาน [อินเทอร์เน็ต] [เข้าถึงเมื่อ 15 พฤษภาคม 2564].https://www.sso.go.th/wpr/assets/upload/files_storage/sso_th/b3f6c678a16da566be1db10d7e84af46.pdf
สำนักงานประกันสังคม กองทุนเงินทดแทน. (2561). สถิติการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทํางาน จําแนกตามความรุนแรงและรหัส ประเภทกิจการ ปี 2561 [อินเทอร์เน็ต] [เข้าถึงเมื่อ 21 กรกฎาคม 2564].
http://www.sso.go.th/wpr/assets/upload/files_storage/sso_th/f1e0ec65f87a8fbb108f8bb8a0ad4ee9.pdf
สำนักงานประกันสังคม กองทุนเงินทดแทน. (2561). สถานการณ์การประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงาน ปี 2559 – 2563 [อินเทอร์เน็ต] [เข้าถึงเมื่อ 21 กรกฎาคม 2564]. เข้าถึงได้จาก: https://www.sso.go.th/wpr/assets/upload/files_storage/sso_th/5ebe42693bf27ca624d2a14a89f99223.pdf
สำนักงานประกันสังคม กองทุนเงินทดแทน. (2561). สถานการณ์การประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากกาทำงาน ปี 2560 - 2561ประเภทกิจการการผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์เสริมอื่นๆสำหรับยานยนต์ [อินเทอร์เน็ต] [เข้าถึงเมื่อ 3 มิถุนายน 2564]. https://www.sso.go.th/wpr/assets/upload/files_storage/sso_th/97951ae696533cb7ac9750b901858918.pdf
Bruno AR, et al. (2010). Risk factors for work-related musculoskeletal disorders: a systematic review of recent longitudinal studies. Am J Med. 53(3): 285-323. https://www.researchgate.net/
Dodda Kiran Kumar, et al. (2014). Exercise prescriptions to prevent musculoskeletal disorders in dentists. Journal of Clinical and Diagnostic Research. 8(7):13-6. https://www.ncbi.nlm.nih.gov/
Hamizatun Binti Mohd Fazi, et al. (2019). Risks assessment at automotive manufacturing company and ergonomic working condition. IOP Publishing. 469:1-10. https://www.researchgate.net/
Kara E. Hannibal, Mark D. Bishop. (2014). Chronic stress, cortisol dysfunction, and pain: A psychoneuroendocrine rationale for stress management in pain rehabilitation. American Physical Therapy Association. 94(12):1816-25. https://www.researchgate.net/
Karthik Mani. (2017). Ergonomics education for office computer workers: An evidence-based strategy [Internet] [cited 2022 Mar 20]. Available from: https://www.intechopen.com/chapters/57980
Kuorinka I, et al. (1987). Standardised Nordic Questionnaires for The Analysis of Musculoskeletal Smptoms. Applied ergonomics. 18(3):233-7. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/
Laura Viester, et al. (2013). The relation between body mass index and musculoskeletal symptoms in the working population. BioMed Central. 14(238):1-9. https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/
Nurhayati Mohd Nur, et al. (2014). The prevalence of work-related musculoskeletal disorders among workers performing industrial repetitive tasks in the automotive manufacturing companies. International Conference on Industrial Engineering and Operations Management Bali. 1:1-6. https://www.semanticscholar.org/
Sue A. Ferguson, et al. (2005). Differences among outcome measures in occupational low back pain. Journal of Occupational Rehabilitation. 15(3):5940-4. https://www.researchgate.net/
Wilhelmina E. Hoogendoorn, et al. (2000). Flexion and rotation of the trunk and lifting at work are risk factors for low back pain. Lippincott Williams & Wilkins, Inc. 25(23):3087–92. https://www.researchgate.net/
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
Disclaimer and Copyright Notice
เนื้อหาและข้อมูลในบทความที่ลงตีพิมพ์ในวารสารกฎหมายและนโยบายสาธารณสุข ถือเป็นข้อคิดเห็นและความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยตรงซึ่งกองบรรณาธิการวารสาร ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย หรือร่วมรับผิดชอบใด ๆ
บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารกฎหมายและนโยบายสาธารณสุข ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารฯ หากบุคคลหรือหน่วยงานใดต้องการนำทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อหรือเพื่อกระทำการใด ๆ จะต้องอ้างอิงเสมอ