ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการออกกำลังกายของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลเขาวิเศษ อำเภอวังวิเศษ จังหวัดตรัง

ผู้แต่ง

  • รุ่งดาว อุดมพฤกษา โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลเขาวิเศษ อำเภอวังวิเศษ จังหวัดตรัง
  • ธวัชชัย สุนทรนนท์ คณะสาธารณสุขศาสตร์และสหเวชศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก

คำสำคัญ:

ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์, พฤติกรรมการออกกำลังกาย, อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน

บทคัดย่อ

การศึกษานี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนามีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการออกกำลังกายของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลเขาวิเศษ อำเภอวังวิเศษ จังหวัดตรัง กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 77 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม ใช้สถิติเชิงพรรณนา วิเคราะห์ หาค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้สถิติเพียร์สันโปรดักโมเม้นต์ในการทดสอบสมมติฐาน

              ผลการวิเคราะห์ภาพรวมพฤติกรรมการออกกำลังกายของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลเขาวิเศษ อำเภอวังวิเศษ จังหวัดตรัง อยู่ในเกณฑ์ระดับปานกลาง ( =2.41, SD=0.676) การหาความสัมพันธ์พฤติกรรมการออกกำลังกายของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ด้านคุณลักษณะส่วนบุคคลมีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนปัจจัยนำมีความสัมพันธ์ทั้งสามด้าน คือ ด้านความรู้ ด้านการรับรู้สภาวะสุขภาพ มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ส่วนด้านเจตคติ มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ข้อค้นพบจากการวิจัยสามารถเป็นข้อมูลเพื่อกำหนดแนวทางในการพัฒนาพฤติกรรมการออกกำลังกายของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านให้เป็นแบบอย่างให้ชุมชนและเครือข่ายบริการสุขภาพอื่นๆ

เอกสารอ้างอิง

Office of the National Economic and Social Development Board. (2018). National Strategy 2018 – 2037. National Economic and Social Development Board.

Department of Health. (2017). Exercise movement for health. Bangkok: NC Concept.

National Statistical Office. (2022). Report on the results of the survey on exercise behavior of the population in the year 2022. Retrieved on 28 November 2023. Accessible from http://portal.nso.go.th/otherWS-world-context-root/index.jsp.

Best, John W. (1977). Research in Education. (3 rd edition). New Jersey: Prentice Hall.

Krejcie, R.V. and Morgan, D.W. (1970). Determining Sample Size for Research Activities. Educational and Psychological Measurement, 30, 607-610.

Srisa-at, B., (2010). Preliminary research. (New revised edition). 8th edition. Bangkok : Suweeriyasan, 2010.

Bloom, B. S. (1971). Hand book on formative and summative evaluation of student learning.New York: McGraw-Hill.

Duangplub, N., & et. (2024). Relationship between exercise attitude and exercise behavior of working people in Sukhothai Province. The Journal of Pacific Institute of Management Science (Humanities and Social Science), 10(1), 112-122.

Songsaeng A., & et. (2023). Physical exercise behavior of people in Health District 10. Journal of Health Center No. 10, Ubon Ratchathani, 10(1), 62-83.

Kaewhan, K., Toykrathok, K., Yuangyai, S., Mantharak, K., Sanlao, T., Jhantaraksa, T., ... & Jantarat, N. (2020). The health promotion policy for students in a university. Public Health Policy and Laws Journal, 6(1), 73-90.

Kavilkrue, S. (2017). Factors related to exercise behavior of the elderly in Serm Ngam District, Lampang Province in Social Sciences Journal, 7(3), 161-173.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2025-01-09

รูปแบบการอ้างอิง

อุดมพฤกษา ร. . ., & สุนทรนนท์ ธ. (2025). ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการออกกำลังกายของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลเขาวิเศษ อำเภอวังวิเศษ จังหวัดตรัง. วารสารกฎหมายและนโยบายสาธารณสุข, 11(1), 77–89. สืบค้น จาก https://so05.tci-thaijo.org/index.php/journal_law/article/view/276265

ฉบับ

ประเภทบทความ

นิพนธ์ต้นฉบับ