วาทกรรมว่าด้วยโสเภณีในสังคมไทย

Main Article Content

ธุวพล ทองอินทราช
โชติสา ขาวสนิท

บทคัดย่อ

บทความนี้สังเคราะห์จากส่วนหนึ่งของดุษฎีนิพนธ์เรื่อง วาทกรรมว่าด้วยโสเภณีในสังคมไทย มีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อศึกษาวาทกรรมว่าด้วยโสเภณีในสังคมไทยสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ผลจากการศึกษาพบว่า โสเภณีไทยในยุคดังกล่าวตกอยู่ภายใต้วาทกรรมหลักทางเศรษฐกิจการเมือง ผ่านทางระบบเจ้าภาษีนายอากรโดยมีโสเภณีเป็นจักรกลที่สำคัญในการรักษาความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างรัฐและชนชั้นนำ เนื่องจากกิจการโสเภณีในยุคนั้นสามารถสร้างรายได้ให้แก่รัฐและชนชั้นนำอย่างมหาศาล เป็นแหล่งรายได้หลักที่สามารถนำไปใช้ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ เช่น ถนน เรียกว่า ภาษีบำรุงถนน ที่เรียกเก็บจากโสเภณีและผู้ประกอบกิจการสำนักโสเภณี อาชีพโสเภณีในยุคนั้นจึงเป็นอาชีพที่ถูกต้อง จนกระทั่งเกิดความขัดแย้งระหว่างรัฐและชนชั้นนำ จึงนำไปสู่การผลิตสร้างวาทกรรมโสเภณีใหม่โดยรัฐ เพื่อตอบโต้กลุ่มชนชั้นนำโดยการสร้างชุดของความรู้ใหม่ว่า โสเภณีและกิจการโสเภณีเป็นสิ่งที่จะต้องจัดระเบียบใหม่ภายใต้กฎหมาย เพราะเป็นต้นเหตุแห่งปัญหาหลายประการโดยเฉพาะโรคติดต่อ การหลอกหญิงมาเป็นโสเภณี การหลบเลี่ยงภาษี แต่แท้ที่จริงแล้วเกิดความขัดแย้งในการจัดสรรผลประโยชน์ระหว่างรัฐและชนชั้นนำในเรื่องการเก็บภาษี จึงนำไปสู่การผลิตซ้ำวาทกรรมโสเภณีในลักษณะต่างๆมากกว่าจะคำนึงถึงชีวิตความเป็นอยู่และปัญหาที่เกิดขึ้นกับโสเภณี

Article Details

ประเภทบทความ
บทความวิจัย

เอกสารอ้างอิง

กระทรวงนครบาล. ม-ร.5 น/180.พระราชบัญญัติป้องกันสัญจรโรค ศก 127.
กระทรงนครบาล 5.7/3 พระบัญญัติคณิกาภิบาลหรือ พรบ.สัญจรโรค (หญิงนครโสเภณี) 9 กันยายน ร.ศ.117-พฤษภาคม ร.ศ.128
กระทรวงคลัง.14.2ก/7 ภาษีบำรุงถนน (25 สิงหาคม 112-24 กุมภาพันธ์ ร.ศ.118)
จรัญ โฆษณานันท์.(2550).นิติปรัชญาแนววิพากษ์.กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์นิติธรรม
ชานันท์ ยอดหงษ์. (2556). นายในสมัยรัชกาลที่ 6.กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มติชนปากเกร็ด.
ดารารัตน์ เมตตาริกานนท์. (2547). โสเภณีและกฎหมายจดทะเบียนโสเภณีในประเทศไทย พ.ศ.2411-2503.วารสารมนุษย์ศาสตร์สังคมศาสตร์ ปีที่21 ฉบับที่2.มหาวิทยาลัยขอนแก่น
ทัศนา ทัศนมิตร. (2554). เกร็ดบางกอก.กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แสงดาว.
เทพชู ทับทอง. (2526). หญิงโคมเขียว ประวัติศาสตร์อันขมขื่นของโสเภณีในสังคมไทย.กรุงเทพฯ:โรงพิมพ์เรือนแก้วการพิมพ์.
ธารทอง ทองสวัสดิ์. (2549).การปฏิรูปสังคมและการปกครองในสมัยรัชกาลที่ 5. ในเอกสารการสอนชุดวิชาประวัติศาสตร์สังคมและการเมืองไทย.นนทบุรี: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.
ธีรยุทธ บุญมี.(2551).มิเชล ฟูโกต์.กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์วิภาษา
นพพร สุวรรณพานิช. (2540). เรื่องของเซ็กซ์.กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ชุมศิลป์ธรรมดา.
ศุภรัตน์ เลิศพาณิชย์กุล. (2549). การเมืองการปกครองสมัยกรุงศรีอยุธยา พ.ศ.1893-2112.ในเอกสารการสอนชุดวิชาประวัติศาสตร์สังคมและการเมืองไทย.นนทบุรี:สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.
สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล. (2537). ร่วมแรงแบ่งปันรัก: สภาพและข้อเท็จจริงแห่งปัญหาโสเภณีและเอดส์.นครปฐม.สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล.
สถาบันปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. (2548). กฎหมายตรา 3 ดวง ฉบับพิมพ์ มหาวิทยาลัยวิชาธรรศาสตร์และการเมือง แก้ไขปรับปรุงใหม่ เล่ม 2. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์สุขภาพใจ.
สันต์ ท. โกมลบุตร แปล. (2510). จดหมายเหตุลาลูแบร์ ฉบับสมบูรณ์ เล่ม 1. พระนคร: สำนักพิมพ์ก้าวหน้า.
สุวัทนา อารีพรรค. (2550). เรียนรู้เรื่องเพศกับคุณหมอ (ภาค2).กรุงเทพฯ: บุญศิริการพิมพ์.
สุภางค์ จันทวานิช.(2553).ทฤษฎีสังคมวิทยา.กรุงเพทฯ: สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย
Dorfman, Rosalee Sylvia.(2011). A Foucauldian Analysis of Power and Prostitution: Comparing Sex Tourism and Sex Work Migration. In POLIS Journal, Vol.5, summer
Dovzhyk, Olexandra.(2013).The Victorian Child as Sexual Being : The Secret That Ought to Be Revealed. In The Victorian, Vol.1, No.1. August
McCamish, Malcolm.(2002). The structural relationships of support from male sexworkers in Pattaya to rural parents in Thailand. Cultural, Health & Sexuality, Vol.4,No.3(Jul.-Sep.,2002).Taylor & Francis, Ltd
Rickard, Wendy.(2003).Collaborating with Sex Workers in Oral History. The Oral History Review, Vol.30, No.1 (Winter-Spring,2003).Oxford University Press
Scott, John.(2003).A Prostitute’s Progress: Male Prostitution in Scientific Discourse. In SocialSemiotics, Vol.13, No.2
Taylor, Rende Lisa.(2005).Dangerous Trade-offs The Behavioral Ecology of Child Labor and Prostitution in Rural Northern Thailand. Current Anthropology, Vol.46,No.3(June 2005). The University of Chicago Press