การสังเคราะห์งานวิจัยเกี่ยวกับการสอนภาษาไทย: รูปแบบและแนวโน้มการพัฒนาทักษะการอ่าน

Main Article Content

รุ่งณภา บุญยิ้ม
ทรงภพ ขุนมธุรส

บทคัดย่อ

บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ1) สังเคราะห์งานวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาทักษะภาษาไทยการอ่าน 2) ศึกษาแนวโน้มในการทำวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาการสอนภาษาไทยด้านการอ่าน ระหว่างปี พ.ศ. 2558– 2568 โดยข้อมูลที่นำมาศึกษาได้มาจากวิทยานิพนธ์ระดับบัณฑิตศึกษา สาขาวิชาการสอนภาษาไทย และสาขาวิชาหลักสูตรและการสอน จำนวน 9 มหาวิทยาลัย ได้แก่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยทักษิณ มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยบูรพา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มหาวิทยาลัยรามคำแหง มหาวิทยาลัย
ศรีนครินทรวิโรฒ และ มหาวิทยาลัยศิลปากร รวมงานวิจัย 217 เรื่อง และมีงานวิจัยที่พัฒนาทักษะการอ่าน จำนวน 91 เรื่อง โดยมีวิธีการดำเนินงานวิจัย 1) สำรวจและรวบรวมข้อมูลงานวิจัยด้านการสอน 2) บันทึกข้อมูลลงในแบบบันทึกของผู้วิจัย 3) วิเคราะห์ข้อมูลจากงานวิจัย โดยการจำแนกและจัดหมวดหมู่จากหัวข้อหลักที่ได้จากการสังเคราะห์ ได้แก่จำนวนงานวิจัยของแต่ละมหาวิทยาลัย ประเภทของการอ่าน ระดับชั้นในการทำวิจัย และรูปแบบ เทคนิค และวิธีการสอนที่ใช้ในการวิจัย 4) วิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น โดยการหาค่าสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าความถี่ และค่าร้อยละ 5) วิเคราะห์แนวโน้มการวิจัยที่มุ่งพัฒนาทักษะการอ่าน 6) นำเสนอข้อมูลแบบพรรณนาวิเคราะห์ ผลการวิจัยพบว่า
1. มหาวิทยาลัยที่มีการผลิตงานวิจัยที่มุ่งพัฒนาทักษะการอ่านมากที่สุด ได้แก่ มหาวิทยาลัยศิลปากร จำนวน 38 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 41.76 ประเภทของการอ่านที่พบมากที่สุด ได้แก่ การอ่านเชิงวิเคราะห์ จำนวน 29 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 31.87 ระดับชั้นในการทำวิจัยที่พบมากที่สุด ได้แก่ ระดับชั้นประถมศึกษาตอนต้น จำนวน 34 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 37.36 รูปแบบ เทคนิค และวิธีการสอนที่ใช้ในการวิจัยที่พบมากที่สุด ได้แก่ เทคนิคการสอน จำนวน 17 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 18.68
2. แนวโน้มในการทำวิจัยเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านของผู้เรียน พบว่า ผู้วิจัยมุ่งเน้นพัฒนาทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์ โดยมหาวิทยาลัยศิลปากรมีการผลิตงานวิจัยด้านการอ่านมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 41.76 ประเภทการอ่านที่พบบ่อยที่สุดคือ การอ่านเชิงวิเคราะห์ คิดเป็นร้อยละ 31.87 รองลงมาคือการอ่านจับใจความและการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ ระดับชั้นที่มีการทำวิจัยมากที่สุด ได้แก่ ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น คิดเป็นร้อยละ 37.36 และรูปแบบการสอนที่ใช้มากที่สุด ได้แก่ เทคนิคการสอน คิดเป็นร้อยละ 18.68 ผลการสังเคราะห์ชี้ให้เห็นแนวทางการพัฒนาการสอนอ่านภาษาไทยจากการเน้นทักษะพื้นฐานไปสู่การพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูง โดยเฉพาะการอ่านเชิงวิเคราะห์ โดยเฉพาะการอ่านเชิงวิเคราะห์และการบูรณาการเทคนิคการสอนที่หลากหลาย ซึ่งสอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (หลักสูตรปรับปรุง 2560) ที่มุ่งเน้นสมรรถนะผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 ซึ่งสามารถนำไปใช้ในการออกแบบหลักสูตรและพัฒนารูปแบบการสอนได้

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
บุญยิ้ม ร., & ขุนมธุรส ท. (2026). การสังเคราะห์งานวิจัยเกี่ยวกับการสอนภาษาไทย: รูปแบบและแนวโน้มการพัฒนาทักษะการอ่าน. วารสาร มจร กาญจนปริทรรศน์, 6(2), 262–273. สืบค้น จาก https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Kanchana-editor/article/view/287098
ประเภทบทความ
บทความวิจัย

เอกสารอ้างอิง

กระทรวงศึกษาธิการ. (2560). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560). กรุงเทพฯ: กระทรวงศึกษาธิการ.

กุมภการ สวัสดิโกมล. (2568). การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างคะแนนการทดสอบระดับชาติขั้นพื้นฐานปีการศึกษา 2564 กับคะแนนการประเมินผลนักเรียนนานาชาติ ปี พ.ศ. 2565. วารสารการวัดผลการศึกษา สำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา, 42(111), 56–65.

ณัฐชา อักษรเดช. (2554). การสร้างแบบฝึกการอ่านจับใจความสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 (วิทยานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต). มหาวิทยาลัยบูรพา.

ทิศนา แขมมณี. (2553). ศาสตร์การสอน: องค์ความรู้เพื่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ. (พิมพ์ครั้งที่ 13). กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

พงษ์พัชรินทร์ พุธวัฒนะ. (2564). การจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในยุคดิจิทัล. วารสารนวัตกรรมการเรียนรู้และเทคโนโลยี, 1(2), 1–11.

มาลินี สุทธิเวช. (2561). การพัฒนาผลสัมฤทธิ์การอ่านสรุปความโดยใช้เทคนิค KWL Plus สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต). มหาวิทยาลัยศิลปากร.

วิจารณ์ พานิช. (2556). สนุกกับการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21. กรุงเทพฯ: มูลนิธิสยามกัมมาจล.

ศูนย์ดำเนินงาน PISA แห่งชาติ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. (2567). ผลการประเมิน PISA 2022: บทสรุปสำหรับผู้บริหาร. กรุงเทพฯ: สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี.

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2560). คู่มือการประเมินคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อการประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษา. กรุงเทพฯ: สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ.