การพัฒนาทักษะการอ่านอัลกุรอานโดยใช้สื่อวิดีโอช่วยสอน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
คำสำคัญ:
ทักษะการอ่าน, รายวิชาอัลกุรอาน, สื่อวิดีโอบทคัดย่อ
วิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพสื่อวิดีโอช่วยสอน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อประเมินทักษะการอ่านอัลกุรอานหลังเรียน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้สื่อวิดีโอช่วยสอนก่อนและหลังเรียน 3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของวิชาอัลกุรอาน โดยใช้สื่อวิดีโอช่วยสอน ก่อนเรียนกับหลังเรียน และ 4) เพื่อประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนโดยใช้สื่อวิดีโอช่วยสอน กลุ่มตัวอย่าง คือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสมบูรณ์ศาสน์อิสลาม ได้มาโดยใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย 1 ห้องเรียน จำนวน 26 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย 1) วิดีโอช่วยสอน จำนวน 10 เรื่อง 2) แบบประเมินทักษะการอ่านอัลกุรอานก่อนเรียนและหลังเรียน 3) แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนและหลังเรียน 4) แบบประเมินความพึงพอใจของผู้เรียนที่เรียนโดยใช้สื่อวิดีโอช่วยสอน สถิติที่ใช้คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-Test Dependent)
ผลการวิจัย พบว่า 1) ประสิทธิภาพสื่อวิดีโอช่วยสอน เท่ากับ E1/E2 83.79/90.13 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 2) ทักษะการอ่านอัลกุรอานของนักเรียน โดยใช้สื่อวิดีโอช่วยสอนหลังเรียน สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 3) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของวิชาอัลกุรอานโดยใช้สื่อวิดีโอช่วยสอน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 และ 4) นักเรียนมีความพึงพอใจโดยใช้สื่อวิดีโอช่วยสอน พบว่า มีคะแนนความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.59,S.D.= 0.14)
เอกสารอ้างอิง
กระทรวงศึกษาธิการ. (2546). แนวทางการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2544. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว.
(2545). พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
_____________. (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545. กรุงเทพฯ : พริกหวานกราฟิก.กระทรวงศึกษาธิการ. (2555). หลักสูตรอิสลามศึกษา พุทธศักราช 2546 ฉบับปรับปรุง 2555 กรุงเทพฯ : คุรุสภา ลาดพร้าว.
ซาฮีดะห์ มูซอ (2564). การพัฒนาทักษะการอ่านอัลกุรอานแบบนูรอนียะห์โดยใช้สื่ออินโฟกราฟิกแบบเคลื่อนไหว (Motion Infografic) สำหรับผู้เรียนระดับชั้นประถมศึกษาที่มูลนิธิสตรีมลายูเพื่อพัฒนาการศึกษา. วิทยานิพนธ์ สาขาการสอนอิสลามศึกษา ครุศาสตรมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา.
ทิพย์สุเนตร อนัมบุตร. (2551). การอ่านเพื่อการวิเคราะห์. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยรามคำแหง.
ธีรวัฒน์ มูเก็ม (2565). การพัฒนาทักษะการอ่านอัลกุรอานโดยใช้สื่อมัลติมีเดีย สำหรับนักเรียนชั้นอิสลามศึกษาตอนกลาง. วิทยานิพนธ์ สาขาการสอนอิสลามศึกษา ครุศาสตรมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา.
ปรีวรรต สมนึก (2558). การพัฒนานวัตกรรมการเรียนการสอนโดยใช้สื่อวีดีทัศน์เพื่อเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง “ผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยว”. วารสารวิชาการท่องเที่ยวไทยนานาชาติ. 11(1) : 4 - 17.
เปาซี อิจิ (2566) การพัฒนาทักษะการอ่านอัลกุรอานโดยใช้ชุดฝึกการอ่าน เรื่อง นูนสากินะฮฺและตันวีน สำหรับนักเรียนชั้นอิสลามศึกษาตอนกลางปีที่ 2. วิทยานิพนธ์. สาขาการสอนอิสลามศึกษา. ครุศาสตรมหาบัณฑิต. บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา.
วรรษมล ศุภคุณ (2564).การพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความด้วยหนังสือส่งเสริมการอ่าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5.วิทยานิพนธ์การสอนปริญญาครุศาสตร มหาบัณฑิต. สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน. มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี.
สุภาวรรณ สวนพลอย (2557). การใช้โปรแกรมวิเคราะห์วิดีโอแทรคเกอร์ช่วยสอนวิชาฟิสิกส์ เรื่อง การเคลื่อนที่แบบคาบ เพื่อเพิ่มผลการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4. วิทยานิพนธ์ ปริญญาตรี ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการสอนวิทยาศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาลัยวิทยารังสิต.
อาดีละห์ ดือราฮิง (2564). การพัฒนาทักษะการอ่านอัลกุรอานโดยใช้ชุดซูเราะฮอัลกุรอานแบบ AC Model สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1. วิทยานิพนธ์ สาขาการสอนอิสลามศึกษา ครุศาสตรมหาบัณฑิต บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา.
อับดุลเลาะ การีนา. (2551). การยึดมั่นในหลักการศาสนาของชาวไทยมุสลิมในสามจังหวัดชายแดน ภาคใต้. ปัตตานี : มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สถาบันวิทยาการจัดการแห่งแปซิฟิค

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของ สถาบันวิทยาการจัดการแห่งแปซิฟิค
ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารวิชาการเล่มนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับสถาบันวิทยาการจัดการแห่งแปซิฟิค และคณาจารย์ท่านอื่นๆในสถาบันฯ แต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่องเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใดๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเองแต่ผู้เดียว
