การสื่อสารแบบดิจิทัลเพื่องานศิลปะออนไลน์
โครงการพัฒนาต้นแบบสื่ออิเล็กทรอนิกส์เพื่องานศิลปศึกษาออนไลน์
คำสำคัญ:
สื่อดิจิทัล ทัศนศิลป์ นิทรรศการออนไลน์บทคัดย่อ
การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) พฤติกรรมของนักศึกษาและประชาชนเกี่ยวกับการแสดงงานทัศนศิลป์แบบดั้งเดิม 2) มุมมองของนักศึกษาและประชาชนด้านการรับรู้ต่อการแสดงงานทัศนศิลป์ออนไลน์แบบสื่อดิจิทัลกรณีศึกษา “Google Arts and Culture” 3) สร้างองค์ความรู้ความเข้าใจเพื่อนำข้อมูลไปวิเคราะห์เพื่อรูปแบบการแสดงผลงานศิลปะออนไลน์ ในแบบของการวิจัยและพัฒนา โดยการผสมผสานวิธีวิจัยเชิงคุณภาพและวิธีวิจัยเชิงปริมาณ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพเป็นหลัก ผู้ให้ข้อมูลสำคัญคือ นักศึกษาที่ศึกษาในสาขาศิลปะทัศนศิลป์หรือสาขาที่เกี่ยวเนื่อง 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ 1) แบบสอบถามปลายปิดสำหรับนักศึกษาที่ศึกษาศิลปะทัศนศิลป์หรือสาขาเกี่ยวเนื่อง 2) แบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา และเชิงปริมาณ ประชากรคือประชาชนที่สนใจงานศิลปะเจาะจงเฉพาะกลุ่มผู้ที่มีประสบการณ์ในการเข้าชมงานศิลปะแบบดั้งเดิมในเขตกรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่าง 300 คน วิธีการสุ่มตัวอย่าง เฉพาะเจาะจงสนใจงานศิลปะคัดเฉพาะกลุ่มผู้ที่มีประสบการณ์ในการเข้าชมงานศิลปะแบบดั้งเดิมในเขตกรุงเทพมหานคร เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถามเกี่ยวกับความคิดเห็นเป็นแบบตรวจสอบรายการ 3 ด้าน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การแจกแจงความถี่ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่สถิติร้อยละ เปรียบเทียบความถี่ของข้อมูลทั้งหมดหาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ผลการศึกษาพบว่า
1. พฤติกรรมของนักศึกษาและประชาชนเกี่ยวกับการแสดงงานทัศนศิลป์แบบดั้งเดิมของกลุ่มตัวอย่างดังนี้ การเข้าร่วมนิทรรศการในวันเปิดนิทรรศการและจะเข้าร่วมเมื่อเหมาะสมกับเวลาของตนเป็นสำคัญ โดยเลือกที่จะร่วมนิทรรศการในวันที่เป็นวันเปิดนิทรรการ เหตุผลว่าในวันเปิดนิทรรศการจะมีโอกาสได้พบกับศิลปินที่สร้างผลงาน จึงเลือกมาในวันเปิดหรือวันปิดนิทรรศการมีสีสันมากกว่า จากการสังเกตและเก็บข้อมูลในวันที่เริ่มจัดนิทรรศการและเก็บข้อมูลระหว่างการแสดงผลงานรวมถึงวันเวลาที่ปิดแสดงผลงานว่าในวันเปิดนิทรรศการผู้เข้าชมส่วนใหญ่มีโอกาสพูดคุยกับศิลปินที่สร้างผลงาน มีปริมาณของคนเป็นจำนวนที่มากกว่าวันที่เก็บข้อมูลระหว่างการแสดงงาน กลุ่มตัวอย่างรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีในการสื่อสาร รวมถึงให้การสนับสนุนหากมีช่องทางในการเผยแพร่ศิลปะ การได้รับข่าวสารของการแสดงผลงานศิลปะหรือนิทรรศการแบบดั้งเดิมจากอินเตอร์เน็ต และ โซเชียลมีเดีย เข้าร่วมชมนิทรรศการเมื่อมีคนแนะนำว่าดีและศิลปินที่ตนเองรู้จักอยู่แล้ว ทั้งสองกลุ่มให้ความคิดเห็นว่าประสบการณ์การทัศนศิลป์แบบดั้งเดิมยังมีความจำเป็นในแง่ของการปฏิบัติหากแต่การใช้สื่อดิจิทัลนำมาเสริมความต้องการเพิ่มเติมแต่ยอมรับว่านิทรรศการแบบเดิมมีความจำเป็นของการดำรงอยู่
2. มุมมองของนักศึกษาและประชาชนด้านการรับรู้ต่อการแสดงงานทัศนศิลป์ออนไลน์แบบสื่อดิจิทัล จากข้อมูลที่ได้รับบ่งบอกได้ว่าการใช้งานสื่อดิจิทัลมีความจำเป็นในการสื่อสารในปัจจุบันและสามารถเป็นเครื่องมือที่บุคคลและองค์กรนำมาใช้ในการสื่อสารทางสังคมในรูปแบบของ (Social Media) สามารถเป็นเครื่องมือสื่อสารที่ติดต่อกันได้ในลักษณะของกลุ่มเพื่อการสื่อสารที่เร็วขึ้นอีกทั้งประหยัดค่าใช้จ่าย มีการใช้สื่อดิจิทัลเพื่อความบันเทิงและติดตามรายการที่ชอบเป็นสัดส่วนที่มาก โดยให้เหตุผลว่าแก้เครียดและเป็นการฆ่าเวลารถติดหรือรอธุรกรรมบางอย่าง การเข้าชมนิทรรศการออนไลน์กรณีศึกษา Google Arts and Culture ยังไม่มีประสบการณ์ในการใช้และไม่เคยได้รับข่าวสาร
3. กลุ่มตัวอย่างยอมรับถึงการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีและการเปลี่ยนแปลงของบริบททางสังคม จากข้อมูลที่สัมภาษณ์และแบบสอบถามนั้นยังพบว่านักศึกษายังไม่เข้าใจถึงประโยชน์ของการใช้งานของสื่อดิจิทัลในแง่ของมุมสร้างสรรค์ หากแต่มุ่งเน้นใช้ในทางด้านบันเทิงมากกว่า เห็นสมควรมีการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการใช้สื่อในทางสร้างสรรค์และควรสนับสนุนนักวิจัยเพื่อการค้นคว้าเกี่ยวเนื่องกับสื่อดิจิทัลเพราะนอกจากจะมีส่วนช่วยในการพัฒนาความรู้และทักษะทางเทคโนโลยี สื่อดิจิทัลยังนำมาซึ่งมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของนักศึกษา ในการกระทำหรือเลือกที่จะไม่ทำทั้งนี้การพัฒนาของนักศึกษาหรือผู้เรียนนั้นมีพื้นฐานของผู้เรียนเป็นหัวใจในการเรียน ผู้เรียนแต่ละคนประสบความสำเร็จในการเรียนรู้ที่ต่างกัน ดังนั้นหากภาคการศึกษาจะได้มุ่งเห็นความสำคัญในการปรับเปลี่ยนและสร้างทรรศนะคติในการเรียนรู้ โดยใช้สื่อดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ พร้อมทั้งหาแรงจูงใจและวิธีในการปรับเปลี่ยนทัศนะคติเพื่อการใช้สื่อดิจิทัลของนักศึกษา การพัฒนาเครื่องมือและรูปแบบสื่อให้ทันสมัยและเป็นที่นิยมก็จะสามารถเพิ่มทัศนะคติที่ดีขี้นได้ หากนักศึกษาให้ความสนใจในการเรียนรู้ที่เพิ่มมากขึ้นนั้นมีผลซึ่งการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมาในการใช้สื่อดิจิทัลในแง่ที่สร้างสรรค์ เพื่อเป็นประโยชน์กับตัวเองและสังคมมากกว่าที่เป็นอยู่
เอกสารอ้างอิง
Gradle (2014). John Dewey and Henry Schaefer-Simmern: The wholeness of artistic activity. p. 71-84 International Journal of education through art. V.10
McLuhan (1947). Theoretical elaborations, ISBN 0-415-32171-9 Volume 2
Karen (2016). Social technologies for online learning: theoretical and contextual issues. Issue 1, p42-53. Vol. 31 www.dx.doi.org
Spina (2016). Discover Art with Google's New App School Library Journal, p22-22. Vol.62 Issue 9
Gwo (2015) Development and effectiveness analysis of a personalized ubiquitous multi device certification tutoring system based on Bloom’s Taxonomy of education objectives. Education Technology & Society, 19(1), 223-236
Eithne (2011). Rethinking museum management by Exploring the Potential of social Tagging Systems in Online Art Museums.pp.49-63. 3rd. International Journal of the Inclusive Museum.
Marler (2012) Information technology change, work complexity and service jobs: a contingent perspective. New Technology, Work & Employment; Jul
, Vol. 27 Issue 2, p133-146, 14p
Morgan (2017). John Dewey in the 21st Century, Journal of inquiry & Action in Education, 9(1), 2017
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของ สถาบันวิทยาการจัดการแห่งแปซิฟิค
ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารวิชาการเล่มนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับสถาบันวิทยาการจัดการแห่งแปซิฟิค และคณาจารย์ท่านอื่นๆในสถาบันฯ แต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่องเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใดๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเองแต่ผู้เดียว
