แนวทางป้องปรามผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนในการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล
คำสำคัญ:
สื่อมวลชน, ละเมิดสิทธิ, มาตรการทางกฎหมายอาญาบทคัดย่อ
ปัจจุบันการรับรู้ข่าวสารของมนุษย์มีการพัฒนาไปมาก เนื่องด้วยมีปัจจัยทางเทคโนโลยีที่สามารถช่วยให้การรับรู้ข่าวสารเป็นไปอย่างรวดเร็ว ภายในระยะเวลาอันสั้น ทำให้มนุษย์สามารถทราบข่าวสารทันต่อเหตุการณ์ ไม่ว่าจะเป็น ระบบเศรษฐกิจ ระบบการเมือง ระบบสังคม เป็นต้น โดยไม่ได้จำกัดแต่การรับรู้ข่าวสารภายใน ประเทศเท่านั้น แต่สามารถรับข่าวสารได้จากทั่วโลก ขึ้นอยู่กับว่าผู้ส่งสารต้องการโน้มน้าวให้ผู้รับสารทราบในประเด็นอะไร ดังนั้น สื่อมวลชนผู้ทำหน้าที่ในการนำเสนอข่าวสาร เปรียบเสมือนกับเงาสะท้อนความจริงของข้อเท็จจริง หากมีการบิดเบือนเนื้อหาของข้อมูล หรือที่มาของข่าว ย่อมส่งผลโดยตรงแก่ผู้รับสาร ปัญหาที่สำคัญนอกจากที่กล่าวมาในข้างต้น คือ การนำเสนอข่าวที่เป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล โดยที่ไม่ได้คำนึงถึงผู้ถูกนำเสนอข่าวว่าจะส่งกระทบอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นการนำเสนอข่าวญาติของบุคคลที่ถูกนำเสนอข่าว โดยไม่จำเป็น การเปิดเผยหน้าตา ลักษณะบุคลิกของผู้ถูกนำเสนอข่าวโดยที่ไม่ได้รับความยินยอม ซึ่งสื่อมวลชนมีวัตถุประสงค์เพียงแค่ดึงดูดความสนใจจากผู้รับข่าวสาร โดยขาดจรรยาบรรณ การศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงปัญหามาตรการป้องปรามทางอาญาที่จะใช้บังคับกับสื่อมวลชน การลงโทษปรับในการที่สื่อมวลชนละเมิดสิทธิส่วนบุคคลให้สอดคล้องกับสังคมในปัจจุบันและหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว
จากการศึกษาค้นคว้าพบว่าพระราชบัญญัติการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ.2551 ได้กำหนดมาตรการเยียวยาผู้เสียหายในกรณีที่สื่อมวลชนออกอากาศเป็นเท็จหรือละเมิดสิทธิส่วนบุคคลไว้ ในมาตรา 40 แต่ในพระราชบัญญัติดังกล่าวยังไม่มีมาตรการป้องปรามและมาตรการทางอาญาที่จะใช้บังคับกับสื่อมวลชนอย่างเป็นรูปธรรม ในปัจจุบันมาตรการทางอาญา ซึ่งผู้เสียหายใช้สิทธิการที่สื่อมวลชน หมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา โดยมีการฟ้องสื่อมวลชนขึ้นสู่ชั้นศาล ทั้งนี้ จากการศึกษาค้นคว้ากฎหมายของต่างประเทศที่เกี่ยวข้องได้แก่สหรัฐอเมริกา ประเทศอังกฤษ ประเทศญี่ปุ่น และสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี พบว่าประเทศเหล่านี้มีแนวทางการป้องปรามสื่อมวลชนในการนำเสนอข่าวสารอันเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ที่ครอบคลุมและมีความเหมาะสมกับสภาพสังคมในปัจจุบัน
ผู้วิจัยจึงเสนอแนะให้มีการจัดตั้งองค์กรกลางเป็นสภาวิชาชีพสื่อมวลชน และผู้วิจัยเสนอร่าง ”พระราชบัญญัติการป้องปรามสื่อมวลชนไม่ให้ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล พุทธศักราช .... “
เอกสารอ้างอิง
กานดา ปานดำ. (2557). การบังคับโทษปรับ ศึกษากรณีบังคับให้ทำงานแทนค่าปรับ. วิทยานิพนธ์นิติศาสตร์มหาบัณฑิต,คณะนิติศาสตร์,มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
จริยา คงมา. (2554). มาตรการป้องกันและแทรกแซงสื่อมวลชนโดยรัฐบาล. วิทยานิพนธ์ รัฐประศาสนศาสตร์ สาขาการจัดการภาครัฐและเอกชนมหาบัณฑิต, คณะรัฐประศาสนศาตร์ สถาบันบัฒฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
นาถนิภา โรจนะ. (2557).ปัญหาเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชน:ศึกษากรณีการควบคุมเนื้อหาละครโทรทัศน์.นิติศาสตรมหาบัณฑิต.สาขาวิชานิติศาสตร์, มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต
น้ำฝน โพธิ์ปลอด. (2562).มาตรการทางกฎหมายอาญาเกี่ยวกับการโฆษณาสินค้าที่เกินความจริง. วิทยานิพนธ์นิติศาสตรมหาบัณฑิต,คณะนิติศาสตร์,มหาวิทยาลัยศรีปทุม
ภาณุพงษ์ ทินกร. (2560).ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อจรรยาบรรณสื่อโทรทัศน์ในยุคดิจิทัลและแนวทางการกำกับดูแล. สารนิพนธ์นิเทศศาสตรมหาบัณฑิต.สาขาวิชาการสื่อสารเชิงกลยุทธ,มหาวิทยาลัยกรุงเทพ
เทียนทิพย์ เดียวกี่.(2559) จริยธรรมและจรรยาบรรณของสื่อในการเสนอข่าวยุคดิจิทัล. วารสารสื่อสารและการจัดการ นิด้า ปีที่ 2 ฉบับที่ 2 .หน้า 125
Communications Act 2003 .สืบค้น 24 กุมภาพันธ์ 2563 จาก http://www.legislation.gov.uk/ukpga/2003/21/pdfs/ukpga_20030021_en.pdf
The Constitution of the United States .สืบค้น 24 กุมภาพันธ์ 2563 จาก https://www.usconstitution.net/const.pdf
Basic Law for the Federal Republic of Germany .สืบค้น 24 กุมภาพันธ์ 2563 จาก https://www.btg-bestellservice.de/pdf/80201000.pdf
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของ สถาบันวิทยาการจัดการแห่งแปซิฟิค
ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารวิชาการเล่มนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับสถาบันวิทยาการจัดการแห่งแปซิฟิค และคณาจารย์ท่านอื่นๆในสถาบันฯ แต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่องเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใดๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเองแต่ผู้เดียว
