ประสิทธิผลของโปรแกรมป้องกันการสูบบุหรี่ในวัยรุ่นชายในสถานศึกษาระดับอุดมศึกษา
คำสำคัญ:
โปรแกรมป้องกันการสูบบุหรี่, วัยรุ่นชาย, ระดับอุดมศึกษาบทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้เป็นวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมป้องกันการสูบบุหรี่ในวัยรุ่นชายในสถานศึกษาระดับอุดมศึกษา กลุ่มตัวอย่างเป็นวัยรุ่นชายอายุ 18-19 ปี ในระดับอุดมศึกษา จังหวัดปทุมธานี จำนวน 70 คน ตามคุณสมบัติที่กำหนด เป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 35 คน ระหว่างเดือนสิงหาคม ถึง เดือนกันยายน 2564 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) โปรแกรมป้องกันการสูบบุหรี่สำหรับวัยรุ่นชายในสถานศึกษา 2) แบบสอบถามการรับรู้ความสามารถตนเองในการป้องกันการสูบบุหรี่ 3) แบบสอบถามความคาดหวังในผลลัพธ์ของการไม่สูบบุหรี่และ 4) แบบสอบถามพฤติกรรมป้องกันการสูบบุหรี่ ตรวจสอบความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งสามฉบับด้วยสัมประสิทธิ์อัลฟ่าของครอนบาค มีค่าเท่ากับ .90, .88 และ .86 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติทดสอบทีสำหรับกลุ่มที่ไม่เป็นอิสระต่อกันและกลุ่มที่เป็นอิสระต่อกัน
ผลการวิจัยพบว่า คะแนนเฉลี่ยของความคาดหวังในผลลัพธ์ของการไม่สูบบุหรี่ และคะแนนเฉลี่ยการรับรู้ความสามารถตนเองในการป้องกันการสูบบุหรี่ของกลุ่มทดลองสูงกว่าก่อนทดลองและสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และคะแนนเฉลี่ยของพฤติกรรมป้องกันการสูบบุหรี่ของกลุ่มทดลองระยะติดตามผลหลังทดลอง 4 สัปดาห์ สูงกว่าก่อนทดลองและสูงกว่ากลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (p<.05)
ข้อเสนอแนะสถานศึกษาควรจัดกิจกรรมส่งเสริมให้นักศึกษามีการรับรู้ความสามารถของตนและความคาดหวังในผลลัพธ์ของการไม่สูบบุหรี่ อันจะส่งผลให้มีพฤติกรรมป้องกันการสูบบุหรี่อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป
เอกสารอ้างอิง
กมลภู ถนอมสัตย์.(2554).ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการสูบบุหรี่ในระยะเริ่มต้นของนักเรียนชายชั้นมัธยมศึกษาตอน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตราด.วิทยานิพนธ์พยาบาลศาสตร มหาบัณฑิต สาขาการพยาบาลเวชปฏิบัติชุมชน คณะพยาบาลศาสตร์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยบูรพา.
จิราพร สุวะมาตย์, สุนีย์ ละกำปั่น และสุรินธร กลัมพากร. (2558). ผลของโปรแกรมป้องกันการสูบบุหรี่สำหรับวัยรุ่นชายตอนต้นในสถานสงเคราะห์เด็กชาย. วารสารพยาบาล. 64(1), 1-11
โชคชัย สาครพานิช.(2554).ปัจจัยที่สัมพันธ์กับการตั้งใจสูบบุหรี่ของนักเรียนชายที่ไม่สูบบุหรี่ ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายโรงเรียนเขาสมิงวิทยาคม จังหวัดตราด.วารสารศูนย์การศึกษาแพทยศาสตร์คลินิก โรงพยาบาลพระปกเกล้า.28, 44-52.
นวลจิรา จันระลักษณะ, ทัศนา ทวีคูณ และโสภิณ แสงอ่อน. (2558). ปัจจัยทำนายการสูบบุหรี่ในนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย. รามาธิบดีพยาบาลสาร 2558; 29(2): 129-143.
บุญใจ ศรีสถิตย์นรากูร. (2550). ระเบียบการวิจัยทางพยาบาลศาสตร์ (พิมพ์ครั้งที่ 4). กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ประกิต วาทีสาธกกิจ. (2554). มาตรการในการควบคุมและป้องกันการสูบบุหรี่.ค้นเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2564 . จาก http:// www.ashthailand.or.th. (2557).ข้อมูลสำคัญเรื่องบุหรี่กับเยาวชน.ค้นเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2564 . จาก http:// www.ashthailand.or.th
โปรยทิพย์ สันตะพัน, ศิริญพร บุสหงส์, เชาวลิต ศรีเสริม.การสูบบุหรี่ในวัยรุ่น: บทบาทพยาบาล.Kuakarun Journal of Nursing 2019; 26 (1): 187 -199.
โสภิดา ทิพย์สวัสดิ์ เพลินพิศ ฐานิวัฒนานนท์ และอาภรณ์ทิพย์ บัวเพ็ชร์. (2563). ผลของโปรแกรมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อการเลิกบุหรี่ต่อการเลิกบุหรี่ของกลุ่มเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด. วารสารพยาบาลศาสตร์และสุขภาพ.43(3). 135 - 147
มะลิสา งามศรี, นิตยา ตากวิริยนันท์, ศุภรา เชาว์ปรีชา. ผลของโปรแกรมการบำบัดการสูบบุหรี่ของวัยรุ่นในศูนย์ฝึกอบรมเด็กและเยาวชนในเขตภาค ตะวันออกเฉียงเหนือ. วารสารพยาบาลสาร 2557; 41(4): 36-47.
สำนักงานสถิติแห่งชาติ. (2561). การสำรวจพฤติกรรมการสูบบุหรี่และการดื่มสุราของประชากร พ.ศ. 2560. กรุงเทพฯ :พิมพ์ดีการพิมพ์.
Bandura, A. (1997). Self-efficacy: The exercise of control. New York: W.H. Freeman.
Bandura, A. (1977). Social learning theory. America: Englewood Cliffs, NJ: Prentice-Hall.
Bandura, A. (1989). Social Cognitive Theory. In R. Vasta (Ed.), Annals of Child Development. Six Theories of Child Development. 6: 1-60.
Pender, N.J. (2006). Health promotion in nursing practice. 3rd ed. Connecticut: Appleton & Lange.
Faul, F., Erdfelder, E., Buchner, A., Lang, A.-G. (2009). Statistical power analyses using G*Power 3.1: Tests for correlation and regression analyses. Behavior Research Methods, 41, 1149-1160.
Teja Z, Kimbery A, Reichl S. (2013). Peer relations of Chinese adolescent newcomer: Relations of peer group integration and friendship quality to psychological and school adjustment. Journal of International Migration and Integration.14: 535-556.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2022 สถาบันวิทยาการจัดการแห่งแปซิฟิค

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของ สถาบันวิทยาการจัดการแห่งแปซิฟิค
ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารวิชาการเล่มนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับสถาบันวิทยาการจัดการแห่งแปซิฟิค และคณาจารย์ท่านอื่นๆในสถาบันฯ แต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่องเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใดๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเองแต่ผู้เดียว
