กลวิธีทางภาษาในการโน้มน้าวผู้สูงอายุชาวญี่ปุ่นในการรับประทานอาหารสำหรับนักบริบาลไทย
คำสำคัญ:
กลวิธีการพูดโน้มน้าว, ผู้สูงอายุชาวญี่ปุ่น, นักบริบาลชาวไทยบทคัดย่อ
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์กลวิธีการพูดเชิงโน้มน้าวของนักบริบาลไทยต่อผู้สูงอายุชาวญี่ปุ่นในการกระตุ้นให้รับประทานอาหารโดยอาศัยกรอบแนวคิดการโน้มน้าวใจของ Johnstone (1989) และ Aristotle (2007) ในการจำแนกและอธิบายรูปแบบการใช้กลวิธีการโน้มน้าว ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ การใช้เหตุผลและตรรกะ (Logos) การกระตุ้นอารมณ์ของผู้ฟัง (Pathos) และการสร้างความน่าเชื่อถือของผู้พูด (Ethos) และใช้กรอบแนวคิดเรื่องความสุภาพของ Brown และ Levinson (1987) เพื่อวิเคราะห์กลวิธีทางภาษาที่นักบริบาลเลือกใช้ในการโน้มน้าว โดยพิจารณาตาม 4 ประเภทความสุภาพ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกกับนักบริบาลไทยจำนวน 6 คน มีเครื่องมือวิจัยคือแบบสัมภาษณ์
ผลการวิจัยพบว่ากลวิธีการโน้มน้าวที่นักบริบาลไทยใช้มากที่สุดคือการกระตุ้นอารมณ์ของผู้ฟัง (ร้อยละ 58.70) รองลงมาคือการใช้เหตุผลและตรรกะ (ร้อยละ 28.26) ขณะที่การสร้างความน่าเชื่อถือของผู้พูดปรากฏน้อยที่สุด (ร้อยละ 13.04) ทั้งนี้กลวิธีการพูดโน้มน้าวแต่ละประเภทมักปรากฏควบคู่กับกลวิธีความสุภาพในรูปแบบที่แตกต่างกัน โดยกลวิธีการใช้เหตุผลและตรรกะมักพบร่วมกับกลวิธีความสุภาพ 3 ประเภท ได้แก่ การคุกคามหน้าอย่างตรงไปตรงมา ความสุภาพเชิงบวก และความสุภาพเชิงลบ ทั้งนี้ไม่พบการใช้กลวิธีการคุกคามหน้าอย่างตรงไปตรงมาในกรณีที่เน้นการสร้างความน่าเชื่อถือของผู้พูดเป็นหลัก
เอกสารอ้างอิง
อรรณพ นิมิตไพบูลย์, และคณะ. (2563). สมรรถนะที่จำเป็นสำหรับนักบริบาลในการดูแลผู้สูงอายุในประเทศไทย. วารสารการบริบาลสุขภาพ, 1(1), 1–15.
Aristotle. (2007). Rhetoric (W. Rhys Roberts, Trans.). Dover Publications.
Asis, M., & Carandang, R. R. (2020). Migration of healthcare workers from the Philippines to Japan: A study of foreign care workers in Japan’s aging society. International Journal of Social Welfare, 29(3), 223–245. https://doi.org/10.1111/ijsw.12411
Braun, V., & Clarke, V. (2006). Using thematic analysis in psychology. Qualitative Research in Psychology, 3(2), 77–101. https://doi.org/10.1191/1478088706qp063oa
Brown, P., & Levinson, S. C. (1987). Politeness: Some universals in language usage. Cambridge University Press.
Creswell, J. W. (2014). Research design: Qualitative, quantitative, and mixed methods approach (4th ed.). SAGE Publications.
Fusch, P. I., & Ness, L. R. (2015). Are we there yet? Data saturation in qualitative research. The Qualitative Report, 20(9), 1408–1416.
Hosaka, K. (2020). Cross-cultural care practices in Japan: Understanding the role of foreign caregivers. International Journal of Care Coordination, 23(3), 152–160.
Ide, S. (1989). Formal forms and discernment: Two dimensions of politeness in Japanese. Multilingual, 8(2–3), 223–248.
Johnstone, B. (1989). Linguistic strategies and cultural styles for persuasive discourse. Annual Review of Anthropology, 18, 217–242.
Pramesti, P. D. M. Y., Beratha, N. L. S., Budiarsa, M., & Sudipa, I. N. (2019). Shift of politeness strategy made by the Indonesian caregivers in Japan. International Journal of Linguistics, Literature and Translation, 2(1), 245–255.
Tibategeza, E. R. (2016). The role of politeness strategies in doctor–patient communication: A case study in Tanzania. Health Communication Studies, 9(1), 56–74.
Varpio, L. (2018). The impact of persuasive strategies in social media health communication. Journal of Digital Health Communication, 15(2), 123–140.
Wang, L. (2023). Cross-cultural conflicts in the care of Japan's elderly by foreign caregivers. Academic Journal of Management and Social Sciences, 5(3), 152–157.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สถาบันวิทยาการจัดการแห่งแปซิฟิค

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของ สถาบันวิทยาการจัดการแห่งแปซิฟิค
ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารวิชาการเล่มนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับสถาบันวิทยาการจัดการแห่งแปซิฟิค และคณาจารย์ท่านอื่นๆในสถาบันฯ แต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่องเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใดๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเองแต่ผู้เดียว
