องค์ประกอบของส่วนประสมทางการตลาด (8Ps)ของธุรกิจเดย์สปาเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพสําหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยในเขตพื้นที่พิเศษเมืองพัทยา
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) ศึกษาพฤติกรรมการใช้บริการของนักท่องเที่ยวชาวไทยที่ใช้บริการเดย์สปาในเขตพื้นที่พิเศษเมืองพัทยาและ 2) เพื่อประเมินระดับความคิดเห็นต่อส่วนประสมทางการตลาด (8Ps) ของธุรกิจเดย์สปา เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถามที่พัฒนาจากกรอบแนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเป็นเครื่องมือการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 คนที่มีอายุ 20-59 ปี และเคยใช้บริการเดย์สปาในพื้นที่ดังกล่าวในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2563-2568) โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบสะดวกวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง
อายุ 40-49 ปี มีการศึกษาระดับปริญญาตรี สถานภาพสมรสแล้ว ประกอบอาชีพพนักงานบริษัทเอกชน และมีรายได้เฉลี่ย 30,001-50,000 บาทต่อเดือน ผลวิจัยตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 1 พฤติกรรมการใช้บริการของนักท่องเที่ยวชาวไทยที่ใช้บริการเดย์สปาในเขตพื้นที่พิเศษเมืองพัทยา พบว่า การรับรู้ข้อมูลจากสื่อออนไลน์เป็นหลัก มีวัตถุประสงค์เพื่อผ่อนคลายความเครียด ใช้บริการ 3-4 ครั้งต่อปี ค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 1,001-2,000 บาทต่อครั้ง นิยมใช้บริการนวดแผนไทยมากที่สุด ใช้เวลาบริการ 1-2 ชั่วโมงต่อครั้ง เข้าใช้บริการในวันเสาร์-อาทิตย์ เหตุผลหลักเพื่อผ่อนคลายความเครียด และบรรเทาอาการปวดเมื่อย นอกจากนี้ มีความตั้งใจกลับมาใช้บริการอีก และจะแนะนำบอกต่อผู้อื่น และ 2) ระดับความคิดเห็นต่อส่วนประสมทางการตลาด (8Ps) ของธุรกิจเดย์สปา พบว่า ปัจจัยที่ได้รับการประเมินในระดับมากที่สุด 2 ปัจจัย คือ พนักงาน โดยจุดเด่นคือความสุภาพ รอยยิ้ม บุคลิกภาพดี และการสื่อสารที่ดี และการชำระเงิน โดยการชำระเงินผ่านแอปพลิเคชันได้รับความพึงพอใจในระดับสูง รองลงมาคือ ราคา สถานที่ และการส่งเสริมการขาย ผลิตภัณฑ์ ลักษณะกายภาพ และกระบวนการ ตามลำดับ ผลการวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่า พฤติกรรมการใช้บริการที่สม่ำเสมอและมีความพึงพอใจในระดับสูง โดยให้ความสำคัญกับบุคลากรและความสะดวกในการชำระเงินมากที่สุด ผลการศึกษานี้สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาและปรับปรุงธุรกิจเดย์สปาเพื่อการท่องเที่ยวส่งเสริมสุขภาพในพื้นที่พัทยาให้ตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
1. บทความที่ลงตีพิมพ์ทุกเรื่องได้รับการตรวจทางวิชาการโดยผู้ประเมินอิสระ ผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) สาขาที่เกี่ยวข้อง อย่างน้อย 3 ท่าน ในรูปแบบ Double blind review
2. ข้อคิดเห็นใด ๆ ของบทความที่ลงตีพิมพ์ในวารสารมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม นี้เป็นของผู้เขียน คณะผู้จัดทำวารสารไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย
3. กองบรรณาธิการวารสารมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม ไม่สงวนสิทธิ์การคัดลอกแต่ให้อ้างอิงแสดงที่มา
เอกสารอ้างอิง
กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา. (2566). แผนพัฒนาการท่องเที่ยวแห่งชาติ ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2566–2570). กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา.
จุฑาธิปต์ จันทร์เอียด และคณะ. (2563). ศักยภาพอัตลักษณ์ความเป็นไทยของธุรกิจสปาและการนวดแผนไทยเพื่อยกระดับการท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพสู่สากล. วารสารปัญญาภิวัฒน์, 10(2), 1–15.
ชุติมา นุตยะสกุล. (2562). รูปแบบการพัฒนาบุคลากรในธุรกิจสปาเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพสำหรับนักท่องเที่ยวผู้สูงอายุ. วารสารวิทยาลัยดุสิตธานี, 10(2), 16–29.
ฐมจารี ปาลอภิไตย, และณัฐพร อิฐสุวรรณ. (2564). พฤติกรรมและปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจของนักท่องเที่ยวชาวไทยในเมืองพัทยาต่อการใช้บริการสปาเพื่อสุขภาพ. วารสารวิชาการศรีปทุม, 17(4), 69–79.
ปิยาณี บุญเฉลียว และคณะ. (2567). การตลาดดิจิทัล: ผลกระทบต่อธุรกิจสปา. วารสารวิชาการรัตนบุศย์, 6(3), 684–695.
วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล. (2565). รายงานการวิจัยพฤติกรรมผู้บริโภคในธุรกิจสปาหลังโควิด-19. มหาวิทยาลัยมหิดล.
สมาคมสปาไทย. (2565). รายงานสถานการณ์ธุรกิจสปาไทย ประจำปี 2565. สมาคมสปาไทย.
สยามโพลล์. (2567, 15 สิงหาคม). เมืองพัทยา-แจงสถานการณ์การท่องเที่ยวชลบุรีรอบ 7 เดือนแรกผ่านเวที PBTA นทท.ทะลัก 13.5 ล้านคน ทำรายได้แล้วกว่า 1.1 แสนล้านบาท. https://www.siampollnews.com/detail-tav.php?id_news=220
สำนักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา. (2565). รายงานสถานการณ์ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในประเทศไทย. กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา.
องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน. (2566). แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่พิเศษเมืองพัทยาและพื้นที่เชื่อมโยง (พ.ศ. 2566–2570). องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน.
อัญญาพร อัศวตระกูลวงค์, และไพฑูรย์ มนต์พานทอง. (2567). ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่ส่งผลต่อการตัดสินใจใช้บริการสปาไทยของนักท่องเที่ยวชาวไทยกลุ่มเบบี้บูมเมอร์. วารสารวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย, 19(70), 23–34.
Cochran, W. G. (1977). Sampling techniques (3rd ed.). John Wiley & Sons.
Ebel, R. L., & Frisbie, D. A. (1991). Essentials of educational measurement (5th ed.). Prentice-Hall.
Global Wellness Institute. (2018). Global wellness tourism economy. Global Wellness Institute.