ถอดรหัสกลยุทธ์แบรนด์บุคคล: อิทธิพลต่อความไว้วางใจและความภักดีในธุรกิจมูลค่าสูง
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลและกลยุทธ์การสร้างแบรนด์บุคคลของผู้ประกอบการ ที่ส่งผลต่อการสร้างความน่าเชื่อถือและความภักดีของลูกค้าในบริบทของธุรกิจมูลค่าสูง โดยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ที่ใช้ระเบียบวิธีวิทยากรณีศึกษาเชิงลึก (In-depth Case Study) ของ "Matrix Koi Farm" ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้การตรวจสอบสามเส้า (Data Triangulation) ซึ่งประกอบด้วย การสัมภาษณ์เชิงลึก , การวิเคราะห์เนื้อหา , และการสังเกตการณ์แบบไม่มีส่วนร่วม และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์แก่นสาระ (Thematic Analysis) ผลการวิจัยหลักพบว่า กลยุทธ์การสร้างแบรนด์บุคคลของผู้ประกอบการที่สำคัญที่สุดคือ การวางตำแหน่งตนเองเป็น ผู้ให้ความรู้ (Educator) เพื่อสร้างความเชี่ยวชาญ และการใช้ "ความแท้จริง" (Authenticity) ผ่านการนำเสนอความโปร่งใสอย่างสูงสุด เช่น การชี้ให้เห็นตำหนิของสินค้าอย่างตรงไปตรงมา กลยุทธ์ดังกล่าวทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการลดความเสี่ยงที่รับรู้ (Perceived Risk) ของลูกค้า โดยสร้าง "การรับรู้ความน่าไว้วางใจ" (Perceived Trustworthiness) ซึ่งนำไปสู่การพัฒนา "ความภักดีเชิงทัศนคติ" (Attitudinal Loyalty) ที่แข็งแกร่ง ความภักดีนี้ถูกยึดเหนี่ยวไว้โดย "ชุมชน" (Community) ที่ทำหน้าที่สร้าง "ต้นทุนการเปลี่ยนใจทางสังคม" (Social Switching Costs) สรุปได้ว่า แบรนด์บุคคลของผู้ประกอบการคือกลไกหลักในการลดความเสี่ยงและสร้างความไว้วางใจ ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการทำธุรกรรมออนไลน์มูลค่าสูงในตลาดเฉพาะกลุ่ม
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
ทุกบทความที่ตีพิมพ์ในวารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ร่มพฤกษ์เป็นทัศนะและข้อคิดเห็นของผู้เขียนมิใช่ทัศนะของมหาวิทยาลัยเกริกหรือกองบรรณาธิการ การนำบทความส่วนใดส่วนหนึ่งหรือทั้งหมดไปพิมพ์เผยแพร่ต้องอ้างอิงที่มาให้ชัดเจน
เอกสารอ้างอิง
Arruda, W. (2003). Career distinction: Stand out by building your brand. Wiley.
Barney, J. B. (1986), “Strategic factor markets: Expectations, luck, and business strategy”,Management Science, 32(10),1231-1242.
Braun, V., & Clarke, V. (2006). Using thematic analysis in psychology. Qualitative Research in Psychology, 3(2), 77–101. https://doi.org/10.1191/1478088706qp063oa
Gefen, D., Karahanna, E., & Straub, D. W. (2003). Trust and TAM in online shopping: An integrated model. MIS Quarterly, 27(1), 51–90.
Hovland, C. I., Janis, I. L., & Kelley, H. H. (1953). Communication and persuasion: Psychological studies of opinion change. Yale University Press.
Jin, S.V., Muqaddam, A. and Ryu, E. (2021), "Instafamous and social media influencermarketing". Marketing Intelligence & Planning, 37(5), 567-579.https://doi.org/10.1108/MIP-09-2018-0375
Labrecque, L. I., Markos, E., & Milne, G. R. (2011). Online personal branding: Processes, challenges, and implications. Journal of Interactive Marketing, 25(1), 37–50. https://doi.org/10.1016/j.intmar.2010.09.002
Muniz, A. M., & O’Guinn, T. C. (2001). Brand community. Journal of Consumer Research, 27(4), 412–432.
Oliver, R. L. (1997). Whence consumer loyalty. Journal of Marketing, 63(4), 33–44.
Pine, B. J., & Gilmore, J. H. (2007). Welcome to the experience economy. Harvard Business Review, 76 (4),97-105