รูปแบบการฟื้นฟูและสืบสานศิลปวัฒนธรรมโดยการมีส่วนร่วมของเครือข่ายวัฒนธรรม และชุมชนเขตหลักสี่
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมองค์ความรู้ภูมิปัญญาด้านศิลปวัฒนธรรมของเขตหลักสี่ ศึกษาการมีส่วนร่วมของชุมชนในการฟื้นฟูและสืบสานศิลปวัฒนธรรม และศึกษารูปแบบการฟื้นฟูและสืบสานศิลปวัฒนธรรมของเขตหลักสี่ โดยการมีส่วนร่วมของเครือข่ายวัฒนธรรมและชุมชน เป็นการวิจัยฐานชุมชนหรือการวิจัยท้องถิ่น (Community Based Research หรือ CBR) ซึ่งเน้นการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างชุมชนและนักวิจัย ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ผลของการวิจัย พบว่าศิลปวัฒนธรรมของเขตหลักสี่ที่สำคัญมีด้วยกัน 5 แขนง ประกอบด้วย หัวโขน หุ่นกระบอก หุ่นสาย โขนเด็ก และ ว่าว โดยหัวโขนจะมีความละเอียดประณีตของลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์ เป็นงานทำมือทุกขั้นตอน หุ่นกระบอกจะมีความโดดเด่น คือ หุ่นทุกตัวสามารถลืมตาอ้าปาก กระพริบตา กำมือและขยับนิ้วได้ หุ่นสายจะมีอัตลักษณ์ที่ชัดเจนโดยเป็นหุ่นไทยร่วมสมัย คือ มีความเป็นพื้นบ้านและมีความทันสมัยผสมผสานกันทั้งเนื้อหาและบุคลิกลักษณะของหุ่นว่าวหลักสี่ มีจุดเด่น คือ กระดาษที่นำมาทำว่าวเป็นกระดาษสาอย่างดี เหนียวและทน โดนน้ำได้ ลวดลายจะเน้นในเรื่องของการอนุรักษ์ไทยเป็นสำคัญ ส่วนโขนเด็ก เจ้าของภูมิปัญญาเปิดโอกาสให้เยาวชนในชุมชนมาเรียนรู้ได้โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย และสามารถนำสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปแสดงตามที่ต่างๆ เพื่อให้มีรายได้เสริมต่อไปได้ ในการมีส่วนร่วมของชุมชนต่อศิลปวัฒนธรรม พบว่า ชุมชนในพื้นที่ไม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมในศิลปวัฒนธรรมของเขตหลักสี่ทั้ง 5 แขนง เจ้าของภูมิปัญญาแต่ละแขนงต่างอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมที่ตนมีโดยลำพังจนมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักแก่ชุมชนนอกพื้นที่ โดยไม่ได้รับการสนับสนุนใดๆ จากหน่วยงานในพื้นที่ โดยเฉพาะศิลปะว่าวของเขตนั้น กำลังจะสูญหายไปจากชุมชน ทั้งที่ว่าวหลักสี่มีเอกลักษณ์ อยู่คู่กับเขตหลักสี่มานาน การศึกษารูปแบบการฟื้นฟูและสืบสานศิลปวัฒนธรรมโดยการมีส่วนร่วม พบว่า ความพยายามให้ชุมชนได้เข้ามามีส่วนในการริเริ่ม ร่วมคิด ควบคุม ดำเนินงาน ประเมินผล และรับผลประโยชน์ ร่วมกัน สามารถสร้างการมีส่วนร่วมได้เป็นอย่างดี
Article Details
ทุกบทความที่ตีพิมพ์ในวารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ร่มพฤกษ์เป็นทัศนะและข้อคิดเห็นของผู้เขียนมิใช่ทัศนะของมหาวิทยาลัยเกริกหรือกองบรรณาธิการ การนำบทความส่วนใดส่วนหนึ่งหรือทั้งหมดไปพิมพ์เผยแพร่ต้องอ้างอิงที่มาให้ชัดเจน
เอกสารอ้างอิง
กุลจิรา เสาวลักษณ์จินดา. (2555). การมีส่วนร่วมของชุมชนต่อการจัดการแหล่งท่องเที่ยว : กรณีศึกษา อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี. ปทุมธานี : มหาวิทยาลัยราชมงคลธัญบุรี.
เปรมรัศมี ธรรมรัตน์. (2552). การวิเคราะห์คุณค่าและการดำรงอยู่ของศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน : กรณีศึกษาหนังใหญ่วัดขนอน อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี. นครปฐม : มหาวิทยาลัยศิลปากร
สำนักงานเขตหลักสี่ ฝ่ายพัฒนาชุมชนและสวัสดิการสังคม. (2560). เอกสารข้อมูลชุมชนที่จัดตั้งตามระเบียบกรุงเทพมหานคร. กรุงเทพฯ : สำนักงานเขตหลักสี่. (เอกสารจัดสำเนา)
สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ. (2551). คู่มือแนวทางดำเนินงานการป้องกันคุ้มครองภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม. กรุงเทพฯ : กระทรวงวัฒนธรรม.
Arnstein, S. R. (1969). A Ladder of Citizen Participation. American Institute of Planners Journal, 35(4), 216-224.
Cohen, J. M. & Uphoff, N. T. (2001). Rural Development Participation : Concept and Measures for Project Design Implementation and Evaluation. New York : Rural Development Committee, Center for International Studies, Cornell University.
Kasperson, R. E. (1974). Participation, Decentralization and Advocacy Planning. U.S.A : Washington D.C.
Niekerk, M. V. (2014). Advocating Community Participation and Integrated Tourism Development Planning in Local Destinations : The Case of South Africa. Journal of Destination Marketing & Management, 3(2), 82–84.
Rapepat, A. (2004). The Participation of Citizens in Development. Bangkok : Centre for Health Policy.
Wang, H., Yang, Z., Chen, L., Yang, J. & Li, R. (2010). Minority Community Participation in Tourism : A Case of Kanas Tuva Villages in Xinjiang, China. Tourism Management, 31(6), 759–764.