การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันสมรรถนะด้านดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุดรธานี
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันสมรรถนะด้านดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุดรธานี ปีการศึกษา 2568 จำนวน 400 คน ซึ่งคัดเลือกโดยวิธีสุ่มแบ่งชั้นอย่างเป็นสัดส่วนและสุ่มอย่างง่ายด้วยการจับฉลากสถานศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามมาตรส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามเท่ากับ 0.997 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วย ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าความเบ้ ค่าความโด่ง ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน (Pearson’s correlation coefficient) ค่าดัชนี KMO (Kaiser - meyer - olkin measure of sampling adequacy) ค่าสถิติของ Bartlett (Bartlett’s test of sphericity) และวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (Confirmatory factor analysis)
ผลการวิจัยสรุปได้ ดังนี้
- ผลการวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์และค่า KMO and Bartlett's Test องค์ประกอบหลักสมรรถนะด้านดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน พบว่า ทุกองค์ประกอบหลัก มีความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์สูงกว่าเกณฑ์ที่ยอมรับได้ (.30) และเมื่อทำการตรวจสอบความสัมพันธ์ของข้อมูลเบื้องต้นก่อนนำไปวิเคราะห์องค์ประกอบ ด้วยค่า Kaiser - meyer olkin measure of sampling adequacy (KMO) มีค่าเท่ากับ .911 ซึ่งมากกว่า .60
ค่าทดสอบ Bartlett's test of sphericity (Chi – square) เท่ากับ 2398.859 และมีค่านัยสำคัญทางสถิติ น้อยกว่า .05 นั่น หมายถึง ข้อมูลในส่วนนี้มีความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร และมีความเหมาะสมระดับดีมาก ซึ่งเป็นไปตามข้อตกลงเบื้องต้น
2. ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน เพื่อสร้างสเกลองค์ประกอบ ในรูปแบบของโมเดลความสัมพันธ์โครงสร้างเชิงเส้น เพื่อเป็นการทดสอบความสอดคล้องของโมเดลโครงสร้างองค์ประกอบหลัก องค์ประกอบย่อย และตัวบ่งชี้สมรรถนะด้านดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐานกับข้อมูลเชิงประจักษ์ อันเป็นขั้นตอนสำคัญของการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน โดยได้จัดกลุ่ม
ตัวบ่งชี้ออกภายใต้องค์ประกอบย่อย และองค์ประกอบหลักได้ องค์ประกอบหลัก 8 ตัว องค์ประกอบย่อย 29 ตัว และตัวบ่งชี้ 70 ตัว แล้วนำเข้าทำการวิเคราะห์ตามกรอบทฤษฎี และเมื่อปรับความสอดคล้องของโมเดลแล้ว ทำให้มีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ ดังนี้ ค่าไคสแควร์ (χ²) = 268.355 ชั้นแห่งความเป็นอิสระ (df) = 240 ค่าไคสแควร์สัมพัทธ์ (χ²/df) = 1.118 ค่าระดับความน่าจะเป็นของไคสแคว์ (P - value) = .101 ค่าดัชนีรากที่สองของความคลาดเคลื่อนในการประมาณค่า (RMSEA) = .017 ค่าดัชนีวัดระดับความสอดคล้องเปรียบเทียบ (CFI) = .996 ค่าดัชนีวัดความสอดคล้องกลมกลืนเชิงสัมพัทธ์ (TLI) = .993 ค่าดัชนีวัดระดับความกลมกลืน (GFI) = .957 ค่าดัชนีวัดระดับความกลมกลืนที่ปรับแก้แล้ว (AGFI) = .922 ค่าดัชนีรากของกำลังสองเฉลี่ยของส่วนที่เหลือ (RMR) = .006 และค่าดัชนีแสดงขนาดของกลุ่มตัวอย่างที่จะยอมรับดัชนีแสดงความสอดคล้องกลมกลืนของโมเดลได้ (Holster) = 413.000
ที่ระดับนัยสำคัญ .001 เมื่อพิจารณาจาก ตัวบ่งชี้ทุกตัว มีค่าสถิติต่าง ๆ ที่ได้จากการวิเคราะห์ข้อมูลอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้เป็นไปตามข้อตกลงเบื้องต้น แสดงว่า ตัวบ่งชี้ทุกตัวอยู่ภายใต้องค์ประกอบย่อย และองค์ประกอบย่อยทุกตัวอยู่ภายใต้องค์ประกอบหลักสรุปว่า โมเดลสมรรถนะด้านดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน มีความสอดคล้องและกลมกลืนดีกับข้อมูลเชิงประจักษ์
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
เนื้อหาและข้อมูลในบทความที่ลงตีพิมพ์ในวารสารวิชาการวิทยาลัยสันตพล ถือว่าเป็นข้อคิดเห็นและความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยตรง ซึ่งกองบรรณาธิการวารสารไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยหรือรับผิดชอบใดๆ
เอกสารอ้างอิง
เกียรติพงษ์ อุดมศิริ. (2564). ภาวะผู้นำเชิงดิจิทัลกับการบริหารจัดการสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ขจรศักดิ์ สุขสวัสดิ์. (2564). การสร้างสมรรถนะดิจิทัลสำหรับผู้บริหารสถานศึกษาไทย. วารสารวิชาการครุศาสตร์, 15(2), 55–72.
จันทนา ศรีสุข. (2565). การนำนวัตกรรมทางการศึกษาสู่การเปลี่ยนแปลงโรงเรียนยุคดิจิทัล. วารสารบริหารการศึกษา, 13(1), 101–119.
นงลักษณ์ วิรัชชัย. (2542). การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน: ทฤษฎีและการประยุกต์ใช้. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
สมชาย อินทร์ทอง. (2565). การสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา. วารสารการวิจัยการศึกษา, 27(3), 77–95.
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2563). กรอบสมรรถนะดิจิทัลสำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษา. กรุงเทพฯ: สพฐ.
Anderson, R. E., & Dexter, S. (2020). School leadership and information technology : Supporting teachers’ use of technology. Journal of Educational Administration, 58(1), 39–55.
Darling-Hammond, L. (2007). Teaching and learning for understanding. San Francisco, CA : Jossey-Bass.
Digital Promise. (2024). School infrastructure and digital transformation. Washington, DC : Digital Promise Press.
Fullan, M. (2013). The new meaning of educational change. (4th ed.). New York, NY: Teachers College Press.
Fullan, M. (2014). The principal : Three keys to maximizing impact. San Francisco, CA : Jossey-Bass.
Hair, J. F., Black, W. C., Babin, B. J., & Anderson, R. E. (2010). Multivariate data analysis. (7th ed.). Upper Saddle River, NJ: Pearson.
Hattie, J., & Timperley, H. (2007). The power of feedback. Review of Educational Research, 77(1), 81–112.
International Society for Technology in Education (ISTE). (2018). ISTE standards for education leaders. Washington, DC : ISTE.
Kotter, J. P. (1996). Leading change. Boston, MA : Harvard Business School Press.
Kotter, J. P. (2012). Accelerate : Building strategic agility for a faster-moving world. Boston, MA: Harvard Business Review Press.
Lee, J. (2022). Instructional supervision in the digital age: A systematic approach. Journal of School Leadership, 32(2), 155–173.
Likert, R. (1967). The method of constructing an attitude scale. In Attitude measurement (pp. 90–95). New York, NY: Free Press.
Mandinach, E. B., & Gummer, E. S. (2014). A systemic view of implementing data literacy in educator preparation. Educational Researcher, 43(1), 30–37.
Martinez, A. (2021). Unstructured supervision for teacher growth in digital schools. Educational Management Administration & Leadership, 49(4), 601–619.
Ng, W. (2012). Can we teach digital natives digital literacy?. Computers & Education, 59(3), 1065–1078.
Nguyen, P. (2023). Cybersecurity and school IT infrastructure: Challenges in developing countries. International Journal of Educational Technology, 40(2), 201–219.
Organisation for Economic Co-operation and Development (OECD). (2019). OECD skills outlook 2019 : Thriving in a digital world. Paris : OECD Publishing.
Redecker, C. (2017). European framework for the digital competence of educators : DigCompEdu. Luxembourg: Publications Office of the European Union.
Schwab, K. (2016). The fourth industrial revolution. Geneva: World Economic Forum.
Sheninger, E. (2019). Digital leadership : Changing paradigms for changing times. Thousand Oaks, CA: Corwin Press.
Trust, T. (2016). New model of teacher learning in online communities. Journal of Digital Learning in Teacher Education, 32(2), 63–77.
Wang, Y., & Chen, H. (2025). Teacher professional development in digital competence : Evidence from China. Computers in Human Behavior, 142, 107–125.
Warschauer, M. (1995). E-mail for English teaching. Alexandria, VA: TESOL.
Westerman, G., Bonnet, D., & McAfee, A. (2014). Leading digital : Turning technology into business transformation. Boston, MA: Harvard Business Review Press.