แนวทางการพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative learning) ในโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 2

Main Article Content

นลินนิภา พลเสน
วรพล คล่องเชิงศร
ทิพยวรรณ แพงบุปผา

บทคัดย่อ

การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็น รวมทั้งแนวทางการพัฒนาครูผู้สอนในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative Learning) ในโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 2 การดำเนินการวิจัยผู้วิจัยแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็น กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตาราง Krejcie & Morgan (1970 : 607 - 610) ใช้เทคนิควิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ (Stratified Random Sampling) แบบสัดส่วนแล้วทำการสุ่มแบบง่ายให้ได้มามาจากกลุ่มผู้อำนวยการโรงเรียน จำนวน 29 คน ครูผู้สอน จำนวน 267 คน รวม 296 คน เครื่องมือที่ใช้คือ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ระยะที่ 2 ศึกษาแนวทางการพัฒนาครูผู้สอนจากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 4 คน โดยการสัมภาษณ์เชิงลึก และนำแนวทางไปประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้โดยวิธีการสนทนากลุ่มใช้แบบประเมินมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับโดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 6 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีความต้องการจำเป็น
ผลการวิจัยพบว่า สภาพปัจจุบันของการพัฒนาครูผู้สอนในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่าองค์ประกอบด้านการปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลมีค่าเฉลี่ยสูงสุด ขณะที่สภาพที่พึงประสงค์โดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยองค์ประกอบด้านการปรึกษาหารือกันอย่างใกล้ชิดในกลุ่มมีค่าเฉลี่ยสูงสุดแนวทางการพัฒนาครูผู้สอนที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 4 ด้าน รวมทั้งสิ้น 26 แนวทาง และมีผลการประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุดโดยมีค่าเฉลี่ย = 4.86

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
พลเสน น. ., คล่องเชิงศร ว. ., & แพงบุปผา ท. (2026). แนวทางการพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative learning) ในโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 2. วารสารวิชาการวิทยาลัยสันตพล, 12(2), 125–135. สืบค้น จาก https://so05.tci-thaijo.org/index.php/scaj/article/view/287429
ประเภทบทความ
บทความวิจัย

เอกสารอ้างอิง

กระทรวงศึกษาธิการ. (2553). พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 และ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2553. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว.

จิราพร มะสุใส. (2565). สภาพปัจจุบันและความต้องการพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของโรงเรียนประถมศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 2. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต. มหาวิทยาลัยนครพนม.

บุญชม ศรีสะอาด. (2560). การวิจัยเบื้องต้น (พิมพ์ครั้งที่ 10). กรุงเทพฯ: สุวีริยาสาส์น.

Fullan, M. (2007). The new meaning of educational change (4th ed.). New York: Teachers College Press.

Guskey, T. R. (2000). Evaluating professional development. Thousand Oaks, CA: Corwin Press.

Johnson, D. W., & Johnson, R. T. (1999). Learning together and alone: Cooperative, competitive, and individualistic learning (5th ed.). Boston: Allyn & Bacon.

Krejcie, R. V., & Morgan, D. W. (1970). Determining sample size for research activities. Educational and Psychological Measurement, 30(3), 607-610.

Slavin, R. E. (1995). Cooperative learning: Theory, research, and practice (2nd ed.). Boston: Allyn & Bacon.

Slavin, R. E. (2014). Cooperative learning and academic achievement: Why does groupwork work? (Revised ed.). London: Routledge.

UNICEF Thailand. (2566). รายงานสมัชชาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ พ.ศ. 2566. กรุงเทพฯ: องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย.

Vygotsky, L. S. (1978). Mind in society: The development of higher psychological processes. Cambridge, MA: Harvard University Press.