องค์กรแห่งการเรียนรู้ในโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็กสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานีเขต 2
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพองค์กรแห่งการเรียนรู้ในโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็กสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานีเขต 2 2) เพื่อเปรียบเทียบสภาพองค์กรแห่งการเรียนรู้ในโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็กสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานีเขต 2 จำแนกตาม ตำแหน่ง ระดับการศึกษา และประสบการณ์การทำงาน 3) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาองค์กรแห่งการเรียนรู้ในโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็กสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานีเขต 2 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 261 คนจำแนกเป็นผู้บริหาร 36 คน ครูผู้สอน 225 คน กลุ่มเป้าหมายที่ใช้สัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูที่ได้รางวัลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารโรงเรียนขนาดเล็ก จำนวน 6 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง และเครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .97 และแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบที (t-test) และการทดสอบเอฟ (F-test) เมื่อพบความแตกต่าง ทดสอบรายคู่ด้วยวิธีการของเชฟเฟ่ (Scheffé method)
ผลการวิจัยพบว่า
- 1. สภาพเกี่ยวองค์กรแห่งการเรียนรู้ในโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็กสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานีเขต 2 โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก
- การเปรียบเทียบระดับองค์กรแห่งการเรียนรู้ในโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็กสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานีเขต 2 จำแนกตามตำแหน่ง พบว่า มีความคิดเห็นโดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 จำแนกตามวุฒิการศึกษามีความคิดเห็นโดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 จำแนกตามประสบการณ์การทำงาน มีความคิดเห็นโดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
- 3. แนวทางองค์กรแห่งการเรียนรู้ในโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็ก 1) ด้านการมีวิสัยทัศน์ร่วม การวางแผนและเปิดโอกาสให้มีส่วนร่วมในการกำหนดวิสัยทัศน์ 2) ด้านการคิดอย่างเป็นระบบ ส่งเสริมให้ปฏิบัติงานตามกระบวนการที่ชัดเจน มีการติดตามและประเมินผลอย่างสม่ำเสมอๆ 3) ด้านการเรียนรู้เป็นทีม ส่งเสริมการทำงานร่วมกันผ่านการอบรม สร้างทัศนคติที่ดี และมอบหมายงานเป็นทีม 4) ด้านการมีรูปแบบความคิด วางแผนงานอย่างเป็นระบบเป็นรูปแบบ และกระตุ้นให้เกิดการคิดเชิงสร้างสรรค์ 5) ด้านการเป็นบุคคลที่รอบรู้ส่งเสริมการอบรมและศึกษาดูงานเพื่อหาประสบการณ์ใหม่ ๆ
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
1. เนื้อหาและข้อมูลในบทความที่ลงตีพิมพ์ในวารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ ถือเป็นข้อคิดเห็นและความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยตรง ซึ่งกองบรรณาธิการวารสาร ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย หรือร่วมรับผิดชอบใด ๆ
2. บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ กองบรรณาธิการไม่สงวนสิทธิ์ในการคัดลอกบทความเพื่อการศึกษา แต่ให้อ้างอิงแหล่งที่มาให้ครบถ้วนสมบูรณ์
เอกสารอ้างอิง
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2550). “แนวทางการกระจายอำนาจการบริหารและการจัด การศึกษาให้คณะกรรมการ เขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษา”. กรุงเทพฯ: ชุมชนการเกษตรแห่งประเทศไทย, น.1-3
ธีระ รุญเจริญ.(2550).“ความเป็นมืออาชีพในการจัดและบริหารการศึกษายุคปฏิรูปการศึกษา”.พิมพ์ครั้งที่4. กรุงเทพฯ: ข้าวฟ่าง, น. 159
วิจารณ์ พานิช. (2555). “วิถีสร้างการเรียนรู้เพื่อศิษย์ในศตวรรษที่ 21”. กรุงเทพฯ: มูลนิธิสดศรีสฤษดิ์วงศ์, น.35-36
กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) สืบค้นจาก https://www.eef.or.th/inequality-in-small-school/
Senge, Peter M. (2000). “The Fifth Discipline : The Art and Practice of Learning Organization”.New York: Doubleday/Currency, น. 7-8.
บุญชม ศรีสะอาด.(2560). การวิจัยเบื้องต้น. พิมพ์ครั้งที่ 10. กรุงเทพฯ : สุวีริยาสาส์น, น. 96-99.
จามร แจ่มเกิด. (2563). “การศึกษาการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 3”. หลักสูตรปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยพะเยา, น. 77.
พรนภา มันดี. (2560). การศึกษาสภาพปัจจุบันและแนวทางพัฒนาการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ ในศตวรรษที่ 21 ของสถานศึกษาในสังกัดเทศบาลเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา. การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง กศ.ม., มหาวิทยาลัยพะเยา, พะเยา, น. 33.
สิริกาญจน์ จิระสาคร. (2553). “การศึกษาความเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ตามความคิดเห็นของผู้บริหารและครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตราด”. วิทยานิพนธ์ ค.ม.(การบริหารการศึกษา). จันทบุรี:บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฎรำไพพรรณี, น. 46.
วัยกร ลาภารัตน์. (2558). “การศึกษาความเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษาตามความคิดเห็นของผู้บริหารและครูผู้สอน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอำนาจเจริญ”.วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต (การบริหารการศึกษา). มหาวิทยาลัยนอร์ท กรุงเทพ. น. 59.
สุนิสา มุ้ยจีน. (2563). “การบริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐานให้เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ สังกัดสำนักงานประถมศึกษาจันทบุรี”.ปริญญาครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษาบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี, น. 52.
ธัญมน ยวนหมื่น. (2563). “การศึกษาสภาพและแนวทางการบริหารสถานศึกษาสู่ความเป็นองค์กร แห่งการเรียนรู้ของ ผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 2”. วิทยานิพนธ์ครุ ศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี, น. 87.
ภัทรพร ไหลไพบูลย์. (2554). “องค์การแห่งการเรียนรู้ของโรงเรียนพานทองสภาชนูปถัมภ์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 18”. การบริหารการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา, น. 91.
สุนทรีย์ ธิชากรณ์. (2563). “แนวทางการบริหารสถานศึกษาสู่องค์กรแห่งการเรียนรู้ สังกัดสำนักงานเขต พื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครสวรรค์ เขต 2”.ครุศาสตรมหาบัณฑิตสาขาวิชาการ บริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์, น. 103.
มินตรา อินต๊ะไชย. (2560). “แนวทางการพัฒนาการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของโรงเรียน อนุบาลพะเยา สังกัดสำนักงานเขต พื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพะเยา เขต 1”. การศึกษาอิสระ ค.ม, มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงราย, เชียงราย, น. 113.
ทองเพียร เตยหอม. (2562). “แนวทางการพัฒนาความเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษาอุทัยธานี เขต 1”. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต (การบริหารการศึกษา). มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์. น. 72.
โสภณ งามสวย. (2559). “การพัฒนาแนวทางความเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา ในสังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 24”. วิทยานิพนธ์การศึกษา มหาบัณฑิต (การบริหารการศึกษา). มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, น. 144.