การพัฒนาครูสะเต็มในโรงเรียนมัธยมศึกษาด้วยการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1. เพื่อศึกษาคุณลักษณะของครูสะเต็มและบริบทในการพัฒนาคุณลักษณะของครูสะเต็มในโรงเรียนมัธยมศึกษา 2. เพื่อสร้างแนวทางการพัฒนาคุณลักษณะของครูสะเต็มในโรงเรียนมัธยมศึกษาด้วยการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม 3. เพื่อดำเนินการพัฒนาคุณลักษณะของครูเต็มในโรงเรียนมัธยมศึกษาด้วยการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม 4. เพื่อถอดบทเรียนจากการพัฒนาครูสะเต็มในโรงเรียนมัธยมศึกษาด้วยการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม วิธีดำเนินการวิจัยมี 4 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาคุณลักษณะของครูสะเต็มและบริบทในการพัฒนาคุณลักษณะของครูสะเต็มในโรงเรียนมัธยมศึกษาโดยการสังเคราะห์เอกสารและการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิ ขั้นตอนที่ 2 สร้างแนวทางการพัฒนาครูสะเต็มในโรงเรียนมัธยมศึกษาด้วยการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ได้แก่ ขั้นเตรียมการและขั้นวางแผนด้วยเทคนิคการวางแผนแบบมีส่วนร่วม (AIC) ขั้นตอนที่ 3 ดำเนินการพัฒนาคุณลักษณะของครูสะเต็มในโรงเรียนมัธยมศึกษาด้วยการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ได้แก่ ขั้นปฏิบัติ ขั้นสังเกต และขั้นสะท้อนผล และขั้นตอนที่ 4 การถอดบทเรียน ซึ่งผู้ให้ข้อมูลในแต่ละขั้นตอนได้แก่ ผู้วิจัย ผู้ร่วมวิจัย และนักพัฒนา ผลการวิจัยมีดังนี้ 1) ผลการศึกษาคุณลักษณะของครูสะเต็ม พบว่า คุณลักษณะครูสะเต็มมี 3 ด้าน คือ ด้านการจัดการเรียนการสอน ด้านการบริหารจัดการชั้นเรียน และด้านการพัฒนาตนเองและพัฒนาวิชาชีพ ซึ่งมีจำนวน 13 คุณลักษณะ 57 ตัวบ่งชี้ สำหรับผลการศึกษาบริบทในการพัฒนาคุณลักษณะครูสะเต็มของโรงเรียนต้นแบบ พบว่า มีการเตรียมพร้อมอย่างรอบด้าน ได้แก่ ครูสะเต็ม งบประมาณ สื่อ วัสดุอุปกรณ์ สถานที่ และระบบการบริหารจัดการ มีกิจกรรมส่งเสริมที่หลากหลาย มีผลการพัฒนาที่ดีและพร้อมที่จะพัฒนาต่อยอด 2) แนวทางการพัฒนาคุณลักษณะครูสะเต็มในโรงเรียนมัธยมศึกษาด้วยการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม พบว่า ควรดำเนินการใน 4 กิจกรรม ได้แก่ การสร้างเครือข่ายครูสะเต็ม การปรับแผนพัฒนาตนเองรายบุคคล การพัฒนาสะเต็มศึกษาด้วยชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพของครูสะเต็ม (PLC) และการจัดนิทรรศการและผลผลิตของสะเต็มศึกษา 3) ผลการพัฒนาคุณลักษณะของครูสะเต็มในโรงเรียนมัธยมศึกษาด้วยการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม พบว่า (1) ครูสะเต็มทุกคนได้รับการส่งเสริม สนับสนุนจากเครือข่ายที่สร้างขึ้น (2) ครูสะเต็มทุกคนใช้แผนพัฒนาตนเองเป็นเครื่องมือหลักในการพัฒนาคุณลักษณะครูสะเต็ม (3) ครูสะเต็มทุกคนได้รับการนิเทศอย่างต่อเนื่อง(4) ครูสะเต็มทุกคนมีผลงานและผลการพัฒนาคุณลักษณะทั้ง 3 ด้านโดยมีผู้เชี่ยวชาญให้คำชี้แนะเพื่อพัฒนาต่อยอด 4) ผลการถอดบทเรียนจากการพัฒนาครูสะเต็มในโรงเรียนมัธยมศึกษาด้วยการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม พบว่า ปัจจัยแห่งความสำเร็จในการพัฒนาครูสะเต็มในโรงเรียน ได้แก่ (1) การมีผู้นำที่ดีในการพัฒนาครูสะเต็มในโรงเรียน (2) ความร่วมมือจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง (3) การมีแนวปฏิบัติที่ชัดเจนในการพัฒนาครูสะเต็มอย่างต่อเนื่อง (4) การสร้างเครือข่ายในการพัฒนาครูสะเต็มทั้งในและนอกโรงเรียน (5) การสร้างระบบข้อมูลสารสนเทศด้านคุณลักษณะและการพัฒนาครูสะเต็มโดยการพัฒนาระบบการรายงานผลการปฏิบัติหน้าที่ของครูสะเต็มทุกคน
Article Details
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของวารสาร สักทอง : วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลับราชภัฏกำแพงเพชร
ข้อคิดเห็นใดๆ ที่ปรากฎในวารสารเป็นวรรณกรรมของผู้เขียนโดยเฉพาะ ซึ่งมหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชรและบรรณาธิการไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย
เอกสารอ้างอิง
Century. Journal of Education Faculty, Naresuan University, 14(2), 117-128.
_______. (2015). Technology Leadership : Leading Technology Into 21ST Century School.
Journal of Education Faculty, Naresuan University, 16(4), 216-224.
Chamrat, S. (2016). STEM Education on the Way of Academic Service for Society : A Changing
Point of Learning Process to the Future. Kasetsart Educational Review, 31(3), 39-41.
_______. (2017). A Definition of STEM and Outstanding Featuresof Learning Activities under
STEM Education Procedure. Journal of Education, Sukhothai Thammathirat Open
University, 10(2), 13.
Charoensethrasin, T. (2016). Thai Education 4.0 under the context of education
management for sustainable development. [Online]. Available :
http://www.thaigov.go.th/index.php/th/news-ministry/2012-08-15-09-39-20/item/ 106545 [2016, December 9].
Chatruprachewin, C., et al. (2014). (Field Studies and Regional Studies in Japan). Journal of
Education Faculty, Naresuan University, 16(3), 225-235.
Masincee, S.. (2012). It’s Time to Revolutionize the Pedagogical Process : A Challenge to
21st Century Teachers. [Online]. Available : http://www.matichon.co.th/ news_detail.php?newsid=1350989153 [2012, October 23].
Ministry of Education. (2016). The Meeting Result of the Policy Commission on
STEM Education, Ministry of Education. [Online]. Available : http://www.moe.go.th/websm/2016/may/218.html [2016, December 9].
Office of the Educational Council. (2016). A Report on the Research about Making
Proposals for Policy of STEM Education Management Promotion of Thailand. Bangkok : Prikwan Graphic.
_______. (2016). A Summary of 7th Thai-U.S. Roundtable Meeting on the STEM Education :
Learning Culure for the 21st Century Manpower. Bangkok : Prikwan Graphic.
Phanich, V. (2012). Ways of Learning Management for Students in the 21st Century.
Bangkok : Tathata Publication
_______. (2015). Transformative Learning. Bangkok : S.R. Printing.
Prasertsan, S. (2015). STEM Education : A New Challenge to the Thai Education. Songkhla :
Namsin Kosana.
Sarrattana, V. (2013). A Research on Educational Administration. (3 rd ed). Bangkok :
Thippayawisutthi.
Wang, H., et al. (2011). STEM Integration : Teacher Perceptions and Practice. Journal of
Pre-College Engineering Education Research (J-PEER), 1(2), 2.
Wannasri, J. (2010). Academic Leadership of School Administrators. Journal of Education
Faculty, Naresuan University 12(1), 17-34.
Yoshida, M. (2004). Lesson study : A Japanese Approach to Improving Mathematic
Teaching and Learning. New Jersey : Lawrence Erlbaum Associate.
Yoshida, M. (2006). An overview of Lesson Study. In Building our understanding of lesson
study (pp.1-12). Philadelphia : Research for better schools Inc.