ซิ่นหัวแดงตีนก่าน : ที่มาและอัตลักษณ์ผ้าทอพื้นเมืองไทหล่ม
Main Article Content
บทคัดย่อ
งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เพื่อศึกษาที่มาของซิ่นหัวแดงตีนก่านของชาวไทหล่ม และเพื่อศึกษาอัตลักษณ์ของผ้าทอพื้นเมืองไทหล่ม ในอำเภอหล่มสักและอำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ผ่านการจัดการความรู้ เก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์ สนทนากลุ่ม และสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม กลุ่มผู้ให้ข้อมูล คือผู้ทอผ้าพื้นเมืองไทหล่มในอำเภอหล่มสักและอำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ จำนวน 30 คน ซึ่งเป็นประชากรเฉพาะการวิจัย ข้อมูลได้ตรวจสอบแบบสามเส้าผ่านเวทีการเสวนา นำเสนอข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหาและตีความ ผลการวิจัย พบว่า ด้านที่มาของซิ่นหัวแดงตีนก่าน ชาวไทหล่ม มีเชื้อสายดั้งเดิมเป็นคนเชื้อสายลาว ที่มีต้นกำเนิดจากอาณาจักรล้านช้าง เมืองหลวงพระบาง โดยความเชื่อด้านการอยู่อาศัยและตั้งรกรากของบรรพบุรุษแบ่งออกเป็น 2 ความเชื่อ ความเชื่อแรกเชื่อว่า “เมืองหล่ม” เป็นชุมชนชาวลาวที่ตั้งขยายการถิ่นฐานตั้งแต่สมัยสุโขทัย ซึ่งเป็นความเชื่อตามหลักฐานทางโบราณคดีที่ปรากฏในศิลาจารึกสมัยสุโขทัย และความเชื่อที่สอง เชื่อว่าบรรพบุรุษของชาวไทหล่มเป็นคนลาวที่อพยพหรือถูกกวาดต้อนเข้ามาในพื้นที่นี้ ในสมัยรัชกาลที่ 3 ระหว่างหรือภายหลังสงครามศึกเจ้าอนุวงศ์ ที่เป็นสงครามระหว่างไทยและลาว จากหลักฐานดังกล่าวนี้ ส่งผลให้ชาวไทหล่มมีรากเหง้าที่มาของวัฒนธรรมด้านการแต่งกายของสตรี ที่เป็นอิทธิพลจากวัฒนธรรมล้านช้างหลวงพระบาง สะท้อนผ่านการนุ่งซิ่นมัดหมี่ ที่มีลักษณะต่อหัวต่อตีน หัวซิ่นเป็นการทอแบบขิด ตัวซิ่นมัดหมี่คั่นในทางยาว และตีนซิ่นทอผ้าเป็นลายขวางเย็บเข้ากับตัวซิ่น โดยซิ่นลักษณะนี้ เป็นซิ่นที่มีลักษณะคล้ายกับซิ่นของสตรีชาวลาวหลวงพระบางในอดีต
ด้านอัตลักษณ์ของผ้าทอพื้นเมืองไทหล่ม พบว่า ผ้าทอพื้นเมืองที่เป็นอัตลักษณ์ของชาวไทหล่ม คือ “ซิ่น”ที่ประกอบขึ้นจากผ้าทอ 3 ส่วน คือ ส่วนหัวซิ่น ส่วนตัวซิ่นและส่วนตีนซิ่น ชาวไทหล่มนิยมเรียกว่า “ซิ่นหัวแดงตีนก่าน” หรือ “ซิ่นหมี่คั่นน้อย” องค์ประกอบส่วนหัวซิ่น เป็นส่วนบนสุดที่ทอหรือย้อมด้วยสีแดง เป็นที่มาของชื่อเรียก “หัวแดง” มี 2 ประเภท คือ หัวซิ่นแบบขิด ที่ทอโดยใช้ไม้แหลมขิดเพื่อให้เกิดลวดลาย และ หัวซิ่นแบบผ้ามัดย้อม เรียกเป็นภาษาไทหล่มว่า หัวยุ้ม โดยมัดผ้าทอสีขาวให้เป็นรูปข้าวหลามตัดขนาดเล็กประกอบกันเป็นกลุ่ม นิยมมัด 7 ยุ้ม และ 10 ยุ้ม แล้วนำไปย้อมด้วยสีแดง ส่วนตัวซิ่น เป็นส่วนที่เย็บต่อกับหัวซิ่น มีอัตลักษณ์ด้านลวดลายที่เกิดจากการมัดหมี่ลวดลายโบราณตามทางยาวในลักษณะเป็นห้อง ลวดลายโบราณที่ปรากฏบนตัวซิ่น แบ่งกลุ่มได้เป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่หนึ่ง คือ ลวดลายหลัก ได้แก่ ลายปราสาทผึ้งหรือหอปราสาท ลายขอ ลายขาเปีย ลายเสาหลาหรือหงษ์ ลายควมห้าหรือตุ้ม ลายนาค ลายกระเบื้องคว่ำกระเบื้องหงายหรือลายเฟี้ยงคว่ำเฟี้ยงหงาย ลายหมากจับ และลายเอื้อหรือเอี้ยะ กลุ่มที่สอง คือ ลวดลายที่เกิดจากการผสม ได้แก่ ลายหอปราสาทโอบแดง ลายขอโอบแดง ลายนาคท้องแดงหรือนาคท้องปุ้ง และกลุ่มที่สาม คือลวดลายที่พบมากเฉพาะบางถิ่น ได้แก่ ลายดอกแก้วและลายอกแมงมุม อัตลักษณ์ด้านสีสัน พบว่า ตัวซิ่นมีโทนสีที่แบ่งได้ 5 สีหลัก ประกอบด้วย โทนสีม่วง โทนสีน้ำตาล/ทอง โทนสีเทา โทนสีชมพูกะปิ และโทนสีกรมท่า ส่วนตีนซิ่น เป็นส่วนล่างสุดของซิ่นหัวแดงตีนก่าน ทอลายตามลายขวาง นิยมใช้สีพื้นเป็นสีโทนดำ น้าเงิน หรือม่วง และนิยมทอสลับลายขวางด้วยสีแดง สีเขียว สีขาว แล้วนำตีนที่เป็นลายขวางนี้ มาต่อเย็บเข้ากับส่วนตัวซิ่นที่เป็นลายยาว จึงเป็นที่มาของคำว่า “ตีนก่าน”
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของวารสาร สักทอง : วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลับราชภัฏกำแพงเพชร
ข้อคิดเห็นใดๆ ที่ปรากฎในวารสารเป็นวรรณกรรมของผู้เขียนโดยเฉพาะ ซึ่งมหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชรและบรรณาธิการไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย
เอกสารอ้างอิง
Chaipratoom, J. (2011). Luang Prabang Woven Fabrics: The Dimensions of Culture and Traditional Knowledge. Journal of Fine and Applied Arts Khon Kaen University, 5(1), 129.
Chudhavipata, W. (2012). Reflection of Thai traditional. Research report. Bangkok : Dhurakij Pundit University.
Department of culture promotion. (2014). Lanna wisdom. Journal of Culture, 53(3), 8.
Fabric Museum Naresuan University. (2016). Information of Thai fabric in the lower northern region-Mueang Phetchabun cloth. [Online]. Available : http://www.thaitextilemuseum.com. [2018, July 20].
Inkai, N. (2018, 17 June). Sage of Local woven. Interview.
Kaewthep, K. & Chaikunpol, N. (2012). New media study guide. Bangkok : Pappim.
Kaewyom, S. (2018,17 June). Sage of Local woven. Interview.
Kondee, T. (2018, 7 July). Sage of Local woven. Interview.
Kromkong, A. (2018, 5 April). Sage of Local woven. Interview.
Lomsak Museum. (2018). The origin of Thai Lom. Public relations publication.
Mouhot, A. (2018). Travels in the Central Parts of Indo-China (Siam), Cambodia, and Laos. (Translation by Jansang, K.). (4 th ed.). Bangkok : Matichon.
Phasuk, S. (2002). Handwoven Thai Silk. Bangkok : Odeon Store.
Phutchong. C. (2006). Communication foradaptation and identity presentation of Sakais indigenousimmigrating to town community. Master of Communication Arts Chulalongkorn University.
Seevisit, P. (2009). Phitsanulok's famous fabric. Phitsanulok's famous fabric. [Online].
Available : https://sites.google.com/site/wisdom1305/phumipayya-thxng-thin-kar-thx-pha. [2018, July 15].
Tai Lom Art and Culture Conservation Club, Moon-Mang, Tha Kok Kae Temple. (2019). Evidence that confirms the identity of Lom Sak city. [Online]. Available : https://www.facebook.com/569429646478007/photos/a.578318495589122/1363679570386340/?type=3&theater. [2019, September 20].
Teangket, et al. (2009). The importance of local woven fabrics. [Online]. Available : https://spoketextiles.com/wp-content/uploads/2018/10/2 [2018, July 15].
Textile center of Chiang Rai Rajabhat University. (2006). Knowledge of Lanna textiles. Chiang Mai : Tonecolor.
Thai Heritage Treasuty. (2019). Local woven fabric Phetchabun. [Online]. Available : http://www.thaiheritage.net/nation/oldcity/phetchabun7.htm [2019, September 20].
Thang E-Shann. (2014). Lao communities in central Siam. [Online]. Available : http://e-shann.com/?p=8794. [2018, November 16].