แนวทางการพูดเชิงพุทธจิตวิทยาเพื่อพัฒนาความเข้าใจผู้สูงอายุต่อภาวะซึมเศร้า

Main Article Content

กิตติยา น้าเจริญสิงห์
ธเนศ ปานหัวไผ่
บารมี อริยะเลิศเมตตา

บทคัดย่อ

บทความการวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ 1)เพื่อศึกษาแนวทางการพูดเชิงพุทธจิตวิทยา 2)เพื่อศึกษาภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุ 3)เพื่อประยุกต์แนวทางการพูดเชิงพุทธจิตวิทยามาพัฒนาความเข้าใจผู้สูงอายุต่อภาวะซึมเศร้า รวมถึงผู้ดูแลหรือบุคคลใกล้ชิดสามารถนำแนวทางเชิงพุทธจิตวิทยามาปรับใช้กับชีวิตจริงในปัจจุบันได้ งานวิจัยนี้ได้ที่การใช้หลักพุทธจิตวิทยาเพื่อช่วยพัฒนาความรู้ความเข้าใจของผู้สูงอายุที่มีภาวะซึมเศร้า เนื่องจากปัญหานี้เป็นเรื่องสำคัญและในกลุ่มผู้สูงอายุ การที่ผู้ดูแลหรือผู้ใกล้ชิดสามารถใช้หลักพุทธจิตวิทยาอย่างเหมาะสม จะช่วยเสริมสร้างความเข้าใจและการสนับสนุนทางจิตใจที่จำเป็นต่อการจัดการกับอารมณ์เศร้าของผู้สูงอายุ โดยการวิจัยนี้ใช้การเก็บข้อมูลจากเอกสารเป็นหลัก เช่น พระไตรปิฎก อรรถกถา และคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาที่เกี่ยวข้องกับหลักพุทธจิตวิทยาและการเยียวยาทางจิตใจ ประกอบกับใช้เอกสารทุติยภูมิ เช่น บทความวิชาการ งานวิจัย และหนังสือที่เกี่ยวกับการศึกษาเรื่องภาวะซึมเศร้าและพุทธจิตวิทยา


                  ผลการศึกษาพบว่า 1) การเข้าใจกระบวนการทำงานของจิตจะช่วยเสริมสร้างการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ เริ่มจากการฝึกสติการควบคุมอารมณ์ พิจารณาเลือกใช้คำพูดที่เหมาะสม ลดการตอบสนองเมื่อมีความขุ่นเคืองและจบการสนทนาด้วยความรู้สึกที่ดีเพื่อเสริมสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดี ผลลัพธ์ที่ได้คือการสื่อสารที่สร้างสรรค์ ลดความขัดแย้ง และสร้างความสัมพันธ์เชิงบวกในระยะยาว 2) ผู้สูงอายุต้องเผชิญกับภาวะซึมเศร้าเนื่องจากการเสื่อมถอยของร่างกาย การสูญเสียคนใกล้ชิดและโดดเดี่ยว ส่งผลให้ผู้สูงอายุอาจแสดงออกด้วยอาการทางกาย เช่น อ่อนเพลีย ปวดเมื่อย นอกจากนี้ ผู้ดูแลควรมีความเข้าใจเกี่ยวกับภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุ หลีกเลี่ยงการใช้คำพูดที่อาจกระทบจิตใจ และส่งเสริมผู้สูงอายุให้ทำกิจกรรมที่ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย แม้ว่าภาวะซึมเศร้าจะมีความซับซ้อน แต่หากได้รับการดูแลรักษาอย่างถูกต้อง ก็มีโอกาสหายขาดสูง 3) การนำหลักพุทธจิตวิทยาเพื่อมาประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการพูดกับผู้สูงอายุด้วยคำพูดที่อ่อนโยนและมีความเมตตาตามแนวทางพุทธจิตวิทยา สามารถช่วยให้ผู้สูงอายุรับรู้ถึงความใส่ใจและได้รับการสนับสนุนจากคนรอบข้าง ทำให้ผู้สูงอายุมีความมั่นใจในการรับมือกับอารมณ์ซึมเศร้าและปัญหาที่ประสบ นอกจากนี้ การใช้แนวทางพุทธจิตวิทยายังส่งเสริมให้ผู้ดูแลมีความเข้าใจในภาวะซึมเศร้าอย่างลึกซึ้ง ทำให้สามารถจัดการปัญหาได้อย่างมีสติและไม่ใช้อารมณ์ ส่งผลให้การสนับสนุนผู้สูงอายุมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ข้อดีที่เกิดขึ้นคือผู้สูงอายุจะรู้สึกมั่นคงทางอารมณ์และลดความรู้สึกโดดเดี่ยว ทั้งยังเปิดใจรับการดูแลและมีกำลังใจที่จะปรับตัวหรือฟื้นตัวจากภาวะซึมเศร้า นอกจากนี้ยังช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้ดูแลและผู้สูงอายุ ลดความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม การนำแนวทางพุทธจิตวิทยามาใช้ในชีวิตจริงอาจมีข้อท้าทาย เช่น ผู้ดูแลจำเป็นต้องมีความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องในหลักการ ซึ่งอาจต้องอาศัยเวลาในการเรียนรู้หรือปรับตัว แต่หากสามารถทำได้อย่างเหมาะสม ผลลัพธ์ที่ได้จะช่วยสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นทั้งต่อผู้สูงอายุและผู้ดูแลในระยะยาว. 

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
น้าเจริญสิงห์ ก., ปานหัวไผ่ ธ. ., & อริยะเลิศเมตตา บ. . (2025). แนวทางการพูดเชิงพุทธจิตวิทยาเพื่อพัฒนาความเข้าใจผู้สูงอายุต่อภาวะซึมเศร้า. วารสารพุทธนวัตกรรมปริทรรศน์, 6(1), 1–14. สืบค้น จาก https://so05.tci-thaijo.org/index.php/JBIR/article/view/277259
ประเภทบทความ
บทความวิจัย

เอกสารอ้างอิง

Books :

Mahachulalongkornrajavidyalaya University. (2539). Thai Tripitaka Mahachula Thepitakam. Bangkok: Mahachulalongkornrajavidyalaya Printing House.

Ministry of Public Health. (2015). Guidelines for social and psychological care for the elderly to prevent mental health problems. Bangkok: Department of Mental Health. Ministry of Public Health.

Narumol Markman. (2010). Buddhist Psychology:The Importance of Mind for Life Management. Bangkok: Dhamma Sapa Publishing House.

Phra Saddhammajotika Dhammacariya. (2010). Abhidhammathasangaha Manual. Pariccheda 3. Bangkok: Thippaya Ltd.Wisut.

Journal :

Chompunut Srichannil. (October-December 2009). Buddhist psychology: Guidelines for healing and developing the human mind. UTCC Journal of Research. 29(4); 188–208.

Narisa Wongpanarak & Saisamon Chaloekitti. (September-December 2014). Depression: A critical mental health issue in the elderly. Royal Thai Army Nurses Journal. 15(3); 30–38.

Phersapan Dansilp. (2019). Buddhist psychological counseling. Buddhist Psychology Journal. 4(2); 25–112.

Pitikhun Setapura & Nuttakoon Chaisongkram. (2022). Prevalence and associated factors of depressive disorder among the elderly in Thailand. 2021. Regional Health Promotion Center 9 Journal. 16(3), 1070–1084.

Thesis :

Kraiwoot Manorat. (2013). Buddhist psychology. Undergraduate. Thesis in Buddhist Studies: Mahachulalongkornrajavidyalaya University.

Marisa Utyapong. (2017). Application of mindfulness to prevent depressive conditions. Ph.D. Student Department of Buddhist Studies. Graduate School Mahachulalongkornrajavidyalaya University.

Walaya Tuphanich. (2023). A risk prevention model for depression in elderly patients with chronic non-communicable diseases. Doctoral Dissertation in Public Health: Naresuan University.

Electronics :

Department of Religious Affairs. (2015). Commentary on the Khuddaka Nikaya, Therigatha, Pancakanipata 10: Patacara Therigatha. Retrieved from https://84000.org/tipitaka/attha/attha.php. (accessed 20 September 2024)

Mahidol University, Faculty of Medicine Ramathibodi Hospital. Detailed information about depression. Retrieved from https://www.rama.mahidol.ac.th. (accessed 3 June 2024)