ปากท้องกับประชาธิปไตย: วิพากษ์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล

Main Article Content

วันพัฒน์ ยังมีวิทยา

บทคัดย่อ

ข้อถกเถียงแบบเศรษฐศาสตร์การเมืองหมายถึงวิธีการในการอภิปรายปัญหาทางการเมืองโดยเชื่อมโยงกับการอภิปรายปัญหาทางเศรษฐกิจ เช่น การอภิปรายปัญหาประชาธิปไตยโดยเชื่อมโยงกับการอภิปรายปัญหาปากท้อง เป็นต้น สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ปัญญาชนไทยคนสำคัญวิพากษ์ข้อถกเถียงแบบเศรษฐศาสตร์การเมืองดังกล่าว โดยเห็นว่าเป็นความผิดพลาดในการใช้วิธีคิดแบบเศรษฐศาสตร์การเมืองในการอภิปรายการเมืองไทย เพราะเห็นว่าการเมืองไทยปัจจุบันต้องการการถกเถียงเรื่องการออกแบบสถาบันหรือโครงสร้างทางการเมืองที่มีความเป็นกลางอย่างแท้จริงต่อพลเมืองทุกคน ซึ่งหมายรวมถึงการที่รัฐต้องไม่เอนเอียงต่อลัทธิทางเศรษฐกิจแบบใดแบบหนึ่งด้วย สมศักดิ์เสนอให้อภิปรายปัญหาทางการเมืองอย่างเป็นอิสระจากการอภิปรายปัญหาทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะอย่างยิ่งการอภิปรายปัญหาปากท้องกับประชาธิปไตย บทความนี้ต้องการปกป้องข้อถกเถียงแบบเศรษฐศาสตร์การเมืองบางประเภทในการอภิปรายการเมืองไทยโดยเสนอว่าการจัดการกับปัญหาเศรษฐกิจของพลเมือง กล่าวคือ การสร้างความเสมอภาคทางเศรษฐกิจในหมู่พลเมืองถือเป็นเงื่อนไขสำคัญในการสร้างระบอบประชาธิปไตยที่ยั่งยืนในระยะยาว และดังนั้น เราจึงไม่สามารถแยกการอภิปรายปัญหาทางเศรษฐกิจออกจากการอภิปรายปัญหาทางการเมืองแบบที่สมศักดิ์เสนอได้

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
ยังมีวิทยา ว. . (2026). ปากท้องกับประชาธิปไตย: วิพากษ์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล. รัฐศาสตร์นิเทศ, 12(1), 149–196. สืบค้น จาก https://so05.tci-thaijo.org/index.php/RatthasatNithet/article/view/280050
ประเภทบทความ
บทความวิชาการ

เอกสารอ้างอิง

หนังสือ

Aristotle, The Nicomachean Ethics, translated by David Ross, (Oxford: Oxford University Press, 2009), 31, 109-10..

Ellen Meiksins Wood, The Origin of Capitalism: A Longer View, (London: Verso, 2002).

John Rawls, A Theory of Justice, (Cambridge, MA.: Harvard University Press, 1971).

Kullada Kesboonchoo-Mead and Kengkij Kitirianglarp, “Transition Debates and the Thai State: An Observation,” in ด้วยรัก: Essays on Thailand's Economy and Society: for Professor Chattip Nartsupha at 72, Pasuk Phongpaichit and Chris Baker (eds.), (Bangkok: Sangsan, 2013), 91-118.

Michael J. Sandel, Democracy's Discontent: A New Edition For Our Perilous Times (Cambridge, MA.: The Belknap Press of Harvard University Press, 2022), 9. Aristotle, Politics, translated by Ernest Barker, (Oxford: Oxford University Press, 1995).

Michael J. Sandel, The Tyranny of Merit: What's Become of the Common Good?, (New York: Farrar, Straus and Giroux, 2020), 224.

Robert Brenner, Merchants and Revolution: Commercial Change, Political Conflict, and London's Overseas Traders, 1550-1653, (Princeton: Princeton University Press, 1993)

ธัญณ์ณภัทร์ เจริญพานิช, มหาบุรุษแห่งชุมชนศีลธรรม: วัฒนธรรมอำนาจนิยมและอารมณ์เชิงวัฒนธรรมไทย, (กรุงเทพฯ: สมมติ, 2566), 132.

ประจักษ์ ก้องกีรติ, ความหวังที่เคลื่อนไหว: โลกขวา ๆ ซ้าย ๆ และความท้าทายของประชาธิปไตย, (กรุงเทพฯ: มติชน, 2566), 56-63.

ประจักษ์ ก้องกีรติ, ให้คนดีปกครองบ้านเมือง: การเมืองวัฒนธรรมของขวาไทย, (นนทบุรี: ฟ้าเดียวกัน, 2565), 29-30.

ประจักษ์ ก้องกีรติ, อดีต ปัจจุบัน และอนาคตของระบบเลือกตั้งไทย, (กรุงเทพฯ: ศยาม, 2568), 82.

ไมเคิล เจ. แซนเดล, เผด็จการความคู่ควร: เกิดอะไรขึ้นกับประโยชน์ส่วนรวม? แปลโดย สฤณี อาชวานันทกุล, (กรุงเทพฯ: ซอลท์, 2565), 315.

วันพัฒน์ ยังมีวิทยา, “แนวคิดและอุดมการณ์ทางการเมือง,” ใน รัฐศาสตร์ 101, สุพิชฌาย์ ปัญญา (บก.), (เชียงใหม่: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2568), 85.

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล, “ความหลากหลายทางสังคมวัฒนธรรมจริง: เงื่อนไขของการยอมรับความหลากหลาย,” ในเกษม เพ็ญภินันท์ (บ.ก.), ความหลากหลายทางสังคมวัฒนธรรมในมนุษยศาสตร์, (กรุงเทพฯ: วิวาทะ, 2552), 33.

สามชาย ศรีสันต์, บทสำรวจวาทกรรมชนบทและบ้านนอกในความเป็นไทย, (กรุงเทพฯ: สมมติ, 2563), บทที่ 5.

อภิชาต สถิตนิรามัยและคณะ, ทบทวนภูมิทัศน์การเมืองไทย, (เชียงใหม่: แผนงานสร้างเสริมนโยบายสาธารณะที่ดี, 2556).

บทความ

John Rawls, “The Idea of Public Reason Revisited,” The University of Chicago Law Review, Vol. 64, No. 3 (1997), 765-807.

Robert Nozick, Anarchy, State, and Utopia, (Oxford: Blackwell, 1974); Michael J. Sandel, Justice: What's The Right Thing to Do?, (London: Penguin, 2009), Ch. 3.

Wanpat Youngmevittaya, “A Critical Reflection on Michael J. Sandel: Rethinking Communitarianism,” วารสารสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร, ปีที่ 15 ฉบับที่ 1, 83-116.

เก่งกิจ กิติเรียงลาภ และคณะ, “จากพฤษภาประชาธรรมถึงรัฐประหารเพื่อประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข: อ่านการต่อสู้ทางชนชั้นในพลวัตการเมืองไทย,” ฟ้าเดียวกัน, ปีที่ 8, ฉบับที่ 1 (2553), 178-210. และดูการบันทึกเทปในส่วนการอภิปรายของสมศักดิ์ได้ใน https://youtu.be/t4byLIQkyGA.

เก่งกิจ กิติเรียงลาภ, “สถานะของวิวาทะว่าด้วยการเปลี่ยนรูปของรัฐไทยภายหลัง 2475,” จุลสารหอจดหมายเหตุธรรมศาสตร์, ปีที่ 16 (2556), 11-37.

ชัยธวัช ตุลาธน, “จากวิวาทะการเปลี่ยนผ่านจาก "ศักดินา" สู่ "ทุนนิยม" สู่บททดลองเสนอ: ว่าด้วย "ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข" ในฐานะรูปแบบรัฐกระฎุมพีของไทย,” ฟ้าเดียวกัน, ปีที่ 13, ฉบับที่ 1 (2558), 203-233.

นิธิ เอียวศรีวงศ์, “เสื้อเหลืองเป็นใครและออกมาทำไม,” มติชนรายวัน, 6 กรกฏาคม 2553.

พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์, “ปฏิวัติประชาธิปไตยในกระแสโลกาภิวัฒน์,” ประชาไท, 22 กันยายน 2552.

วรเจตน์ ภาคีรัตน์, “นิติรัฐกับความยุติธรรมทางสังคม,” ฟ้าเดียวกัน, ปีที่ 7, ฉบับที่ 4 (2552), 66-87. บทความนี้ของวรเจตน์เรียบเรียงมาจากปาฐกถาของเขาในวันที่ 16 พฤศจิกายน 2552 ณ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

วันพัฒน์ ยังมีวิทยา, “สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล กับการแตกหักกับความคิดแบบปัญญาชน 6 ตุลา,” ฟ้าเดียวกัน, ปีที่ 20, ฉบับที่ 2 (2565), 197.

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล, “จากพฤษภาประชาธรรมถึงรัฐประหารเพื่อประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข: อ่านการต่อสู้ทางชนชั้นในพลวัตการเมืองไทย,” ฟ้าเดียวกัน, ปีที่ 8, ฉบับที่ 1 (2553), 205.

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล, “ทำไมคนไทยเชื้อสายจีนจึงไม่กล้าแตะต้องสถาบันกษัตริย์,” ฟ้าเดียวกัน, ปีที่ 20, ฉบับที่ 2 (2565), 201-203.

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล, “ปัญหาเรื่องการศึกษาสถาบันกษัตริย์,” ฟ้าเดียวกัน, ปีที่ 11, ฉบับที่ 2 (2556), 75-89.

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล, “สำคัญอยู่ที่สปิริตของระบบการเมือง-กฎหมาย,” ฟ้าเดียวกัน, ปีที่ 7, ฉบับที่ 4 (2552), 89.

เอนก เหล่าธรรมทัศน์, สองนคราประชาธิปไตย, (กรุงเทพฯ: คบไฟ, 2556).

สื่ออิเล็กทรอกนิกส์

สมศักดิ์, จากพฤษภาประชาธรรมถึงรัฐประหารเพื่อประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข, (เว็บไซต์), https://youtu.be/t4byLIQkyGA. (สืบค้นเมื่อ กุมภาพันธ์ 2568).

วิทยานิพนธ์

เก่งกิจ กิติเรียงลาภ, การเมืองว่าด้วยการต่อสู้ทางชนชั้นในประเทศไทยจาก พ.ศ. 2535 ถึง พ.ศ. 2549, (วิทยานิพนธ์ปริญญาเอก, คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2551).