รัฐศาสตร์นิเทศ
ปีที่ 12 ฉบับที่ 1 (2569)
แม้ว่าในระยะหลังวารสารรัฐศาสตร์นิเทศจะจัดพิมพ์แต่บทความที่โน้มเอียงไปในสาขาวิชาบริหารรัฐกิจหรือรัฐประศาสนศาสตร์เสียมาก แต่อย่างน้อยเนื้อหาในฉบับนี้ได้มีบางบทความที่มีกลิ่นอายของการศึกษาความคิดทางการเมืองบ้าง ซึ่งก็คือบทความของ วันพัฒน์ ยังมีวัฒนา เรื่อง “ปากท้องกับประชาธิปไตย: วิพากษ์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล” การวิพากษ์วิจารณ์ในมิติทางวิชาการอย่างตรงไปตรงมานั้นไม่ใช่การกระทำที่วางอยู่บนฐานของความรังเกียจกันแต่อย่างใด หากแต่สำหรับนักวิชาการนั้น การวิพากษ์วิจารณ์กันคือการให้เกียรติและให้ความเคารพกันจนกระทั่งสร้างแรงผลักดันให้ผู้ที่สร้างบทวิพากษ์วิจารณ์ขึ้นมานั้นลงแรงเรียบเรียงข้อคิดเห็นอย่างเป็นระบบเพื่อต่อยอดทางความคิดอันนำไปสู่บทสนทนาระหว่างกัน ในแง่นี้ ไม่เพียงแต่ผู้ที่ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์จะได้ประโยชน์ หากแต่สังคมย่อมจะได้เรียนรู้จากบทสนทนาที่เกิดขึ้นดังกล่าวด้วย แน่นอนว่าท่าทีของการวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้จำเป็นที่จะต้องเกิดขึ้นผ่านภาษาดอกไม้ที่สร้างสรรค์แต่อย่างใด หลายครั้ง ท่าทีของการวิพากษ์วิจารณ์ด้วยวาจาเชือดเฉือนเกิดขึ้นได้เป็นเรื่องปกติ ทั้งนี้ หัวใจสำคัญของการวิพากษ์วิจารณ์ก็คือความพยายามให้ความสนใจต่อข้อวิพากษ์วิจารณ์มากกว่าท่าทีเพื่อที่จะได้ประโยชน์ในการตอบโต้อย่างตรงไปตรงมา
ในแง่นี้เอง สิ่งที่วันพัฒน์เขียนมาสะท้อนความเคารพของเขาที่มีต่อนักวิชาการที่ชื่อ “สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล” แน่นอนว่า ใครก็ตามที่สนใจประวัติศาสตร์หรือการเมืองไทยคงยากที่จะไม่เคยได้ยินชื่อของสมศักดิ์ นอกจากข้อเขียนในสื่อสังคมออนไลน์แล้ว สมศักดิ์มีคุณูปการอย่างไรกันแน่ในฐานะนักวิชาการด้านประวัติศาสตร์และสังคมศาสตร์ เป็นที่เลื่องลือกันดีว่าสมศักดิ์เป็นบุคคลที่วิพากษ์บุคคลอื่นด้วยวาจาเชือดเฉือนสม่ำเสมอ แต่เคราะห์ดีก็คือ แม้ว่าเขาจะจัดวางท่าทีการวิพากษ์วิจารณ์ของตนที่มีต่อผู้อื่นผ่านถ้อยคำที่ไม่รื่นหู แต่เขาดูจะไม่ยี่หระเมื่อได้รับการตอบโต้ด้วยท่าทีหยาบคายในทำนองเดียวกัน (แปลอย่างง่ายก็คือ ด่ามาด่ากลับได้ไม่ว่ากัน) กระนั้นก็ดี คุณสมบัติดังกล่าวอาจไม่ใช่คุณสมบัติที่ดีที่สุดของสมศักดิ์ในฐานะนักวิชาการด้านประวัติศาสตร์และสังคมศาสตร์ คำถามคือ คุณสมบัติข้อใดของสมศักดิ์กันแน่ที่ทำให้เขาอาจได้รับการกล่าวขานว่าเป็น “นักวิชาการที่ประเสริฐที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้” ของสังคมไทย คำตอบอาจจะไม่ใช่ท่าทีของเขาต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นเหตุให้เจ้าตัวต้องลี้ภัยทางการเมืองไปต่างแดน หากแต่เป็นความคงเส้นคงวาของเขาที่มีต่อหลักวิชาที่เขาเชื่อและยึดถือ ซึ่งไม่จำเป็นจะต้องถูกต้องหรือถูกใจผู้อื่นเสมอไป
ผู้ที่คุ้นชินงานเขียนของสมศักดิ์ โดยเฉพาะงานเขียนเก่าในวารสาร “ฟ้าเดียวกัน” “ศิลปวัฒนธรรม” หรือกระทั่ง “สารคดี” อาจรู้สึกคล้ายกันประการหนึ่งว่าภาษาการเขียนของสมศักดิ์ขาดความเป็นทางการ กล่าวคือ เขาไม่ลังเลที่จะใช้รูปประโยคที่ปรากฏตัวตนของผู้เขียน อาทิ “ผมคิดว่า” “ผมมองว่า” “โดยส่วนตัว” “ผมเชื่อว่า” หรือคำอื่นที่ไม่ค่อยปรากฏในงานเขียนทางวิชาการอย่างเป็นทางการในไทยมากนัก สมศักดิ์ยอมรับเองหลายในหลายโอกาสว่าเขาเองนั้นภาษาค่อนข้างแย่เมื่อเทียบกับเพื่อนนักวิชาการรุ่นราวคราวเดียวกัน (กรณีนี้ยังไม่นับว่าเขามีแนวโน้มใช้ภาษาอังกฤษสอดแทรกในงานเขียนที่ไม่เป็นทางการด้วย) อาจเป็นเพราะว่าสมศักดิ์มีความคงเส้นคงวาสูง โดยเฉพาะการนำเสนอข้อมูลที่สอดคล้องกับหลักวิชาและความคิดของตนทำให้เขาไม่ได้รู้สึกถึงความจำเป็นที่จะต้องเคลือบข้อเสนอต่าง ๆ ของเขาด้วยภาษาอันสวยหรู กล่าวคือ แทนที่จะลบตัวตนของผู้เขียนออกจากงานเขียนใดก็ตาม สมศักดิ์เขียนชัดเจนอย่างตรงไปตรงมาว่าข้อเสนอที่กล่าวมาเป็นของเขา และไม่พยายามที่จะชักจูงให้ผู้อื่นคล้อยตามด้วยการอาศัยโวหารทางภาษา และด้วยเหตุนี้ การอ่านข้อเขียนของสมศักดิ์จึงไม่ได้ต้องระแวดระวังภาษาที่สละสลวย ซึ่งอาจสร้างความเคลิบเคลิ้มและคล้อยตามได้โดยง่าย หากแต่ว่าผู้อ่านสามารถกระโจนเข้าไปพิจารณาเหตุผลของเขาได้ทันทีโดยไม่ต้องอ่านระหว่างบรรทัดมากนัก
บทบาทของสมศักดิ์ในหน้าสื่อสังคมออนไลน์ยุคปัจจุบันอาจทำให้ผู้ที่เกิดไม่ทันพาลคิดไปว่าสมศักดิ์เป็นนักเคลื่อนไหว นักกิจกรรม หรือกระทั่งนักการเมืองวัฒนธรรม จริงอยู่ที่มนุษย์ปุถุชนคนหนึ่งสามารถเป็นหลายอย่างพร้อมกันได้ ตัวอย่างเช่น นักวิชาการสามารถสวมหมวกนักการเมืองวัฒนธรรมควบคู่กันไปโดยประนีประนอมหลักการบางอย่าง แต่ในกรณีของสมศักดิ์ ดูเหมือนน้ำหนักจะเทไปที่ความเป็นนักวิชาการมากกว่าจะเป็นนักเคลื่อนไหว นักกิจกรรม หรือนักการเมืองวัฒนธรรม เพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น อาจเพราะเขามีความคงเส้นคงวาต่อข้อคิดของตนที่พิจารณาร่วมกันกับหลักวิชาบางอย่างที่ยึดถือ อันที่จริงแล้ว กว่า 7 ทศวรรษที่ผ่านมา นักวิชาการคนสำคัญคนหนึ่งชื่อ Hans Morgenthau ได้เขียนไว้ในหนังสือชิ้นสำคัญของเขาที่ชื่อ Scientific Man Vs. Power Politics ว่า สังคมศาสตร์นั้นยากที่จะเที่ยงตรงคงเส้นคงวานั่นเป็นเพราะว่าเงื่อนไขทางสังคมต่างสร้างเงื่อนไขบางประการต่อนักวิชาการทางสังคมศาสตร์โดยเฉพาะการเลือกเฟ้นวิธีวิทยา ข้อสันนิษฐาน หรือทฤษฎี ซ้ำร้ายไปกว่านั้น ในบางสังคม บางประเด็นไม่สามารถได้รับการศึกษาได้โดยปราศจากความเสี่ยง ดังที่ Morgenthau เขียนว่า
“In all societies certain social problems cannot be investigated at all, or only at the risk of jeopardizing life, liberty, property, and the pursuit of happiness…No Russian economist is likely to arrive publicly at the conclusion that capitalism is superior to communism, nor is an American professor of economics likely to maintain the reverse position” (Morgenthau 1946, 140)
จะเห็นได้ว่า บริบทตัวอย่างที่ Morgenthau ยกขึ้นมาคือบริบทในช่วงต้นสงครามเย็นที่การแข่งขันเชิงอุดมการณ์ทางเศรษฐกิจเข้มข้นอย่างยิ่งระหว่างทุนนิยมและคอมมิวนิสต์ ในช่วงเวลาดังกล่าว นักเศรษฐศาสตร์ชาวอเมริกันคงยากที่จะชื่นชมระบบเศรษฐกิจแบบคอมมิวนิสต์ เพราะจะนำพามาซึ่งความรังเกียจและภัยอันตรายจากรัฐจากการกล่าวหาว่าเป็นผู้นิยมคอมมิวนิสต์ ฉะนั้นเอง สำหรับ Morgenthau นักวิชาการสังคมศาสตร์จึงเผชิญหน้ากับทางเลือกสองทางระหว่างยอมปิดตาข้างหนึ่งเพราะกังวลต่อแรงกดดันทางสังคม หรือว่ายอมเสี่ยงเผชิญหน้ากับแรงกดดันทางสังคมเพื่อที่จะกล่าวความจริง ระหว่างสองทางเลือกนี้ Morgenthau มองว่า
“Few will decide for the former alternative, fewer will still choose the latter. The great majority of social scientists will try to satisfy society and scientific conscience at the same time. They will remain within the limits of scientific endeavour which society has marked out as safe; and their intellectual courage or lack of it will be measured according to whether they exhaust these limits and advance to the signposts which read, ‘Stop or advance at your own risk.’” (Morgenthau 1946, 143)
กล่าวคือ น้อยคนนักที่จะยอมที่จะปิดตาข้างเดียวเพราะพวกเขาจะปิดตาทั้งหมดเพื่อลดแรงกดดันทางสังคม แต่ที่น้อยไปกว่านั้นคือ นักวิชาการทางสังคมศาสตร์ที่พร้อมจะนำเสนอความจริงที่ตนเองเชื่อตามหลักวิชาแต่ขัดต่อความเชื่อส่วนใหญ่ของคนในสังคม ไม่ว่าสังคมที่ว่าจะเป็นสังคมขนาดใหญ่หรือสังคมในแวดวงวิชาการก็ตาม หากมองในแง่นี้เอง นักวิชาการที่หากได้ยากยิ่งอาจมีแนวโน้มที่จะยึดถือหลักคิดที่ว่า หน้าที่ประการสำคัญของพวกเขาไม่ใช่การที่จะสร้างความนิยมที่ผู้อื่นอาจมีต่อตนเอง แต่คือการนำเสนอความคิดเชิงวิพากษ์โดยไม่ยี่หระต่อเสียงค่อนขอดหรือก่นด่าจากสังคมไม่ว่าจะเป็นภาคส่วนใดก็ตาม
แม้ว่าตัวอย่างที่อาจแสดงให้เห็นถึงคุณสมบัติข้างต้นของสมศักดิ์อาจปรากฏมากมายตามสื่อสังคมออนไลน์ แต่เพื่อคงความเป็นวิชาการไว้ จึงขอยกข้อเขียนบางส่วนของเขามาเพื่อชี้ให้เห็นสรรพคุณข้างต้น ในหนังสือ ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้าง ซึ่งเป็นหนังสือรวมบทความของสมศักดิ์ ในบทความชิ้นหนึ่งที่ชื่อ “ความผิดพลาดทางประวัติศาสตร์ของปรีดี พนมยงค์” เขาได้เขียนวิพากษ์เอาไว้ว่าความพยายามของปรีดีในการผลักดันแผนเค้าโครงเศรษฐกิจทำลาย
“ความเป็นไปได้ที่จะสร้างแนวร่วมที่กว้างขวางที่สุด (broadest coalition) ในหมู่ผู้นำ (elite) ไทยในขณะนั้น...‘เค้าโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ’ ของปรีดี ทำให้ความเป็นไปได้นี้หมดไป เป็นความจริงที่ว่า ส่วนสำคัญของวิกฤตการณ์นั้นก็คือการที่พระยามโนฯ กับพวกปิดสภา และพระองค์เจ้าบวรเดชก่อกบฏ ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย (ในกรณีแรกนั้น ควรรำลึกด้วยว่า พระยาพหลฯกับหลวงพิบูลฯได้ร่วมเซ็นชื่อให้ผิดสภา คือร่วมทำผิดกฎหมายด้วย)...นโยบายต่อชาวนา ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักที่แท้จริงของ ‘เค้าโครง’ และก็ในประเด็นนี้แหละที่อาจกล่าวได้ว่า ปรีดีมีลักษณะ ‘ซ้าย’ เสียยิ่งกว่าพวกบอลเชวิคในรัสเซียก่อนสมัยสตาลิน ” (สมศักดิ์ 2544, 4-5)
เมื่อพิจารณาให้ดี (สังเกตด้วยว่าภาษาเขียนขาดความเป็นทางการและมักมีสอดแทรกคำภาษาอังกฤษมาบ้าง) ไม่เพียงแค่สมศักดิ์นำเสนอแนวทางการประเมินประวัติศาสตร์ของตน หากแต่ยังเสนอข้อเท็จจริงบางประการด้วยเช่นกัน กล่าวคือ เขาไม่ได้พยายามฟอกขาวให้กับบุคคลใดในทางประวัติศาสตร์ หรือไม่ได้พยายามนำบุคคลเหล่านี้มาเป็นสัญลักษณ์การต่อสู้ทางการเมืองในยุคสมัยของเขาแต่อย่างใด หากแต่สมศักดิ์ได้ทำหน้าที่ของตนในฐานะนักวิชาการอย่างแท้จริง ซึ่งก็คือการพิจารณาข้อเท็จจริงพร้อมนำเสนอบทวิเคราะห์ของตนอย่างรอบด้านทั้งที่ทราบดีว่าแวดวงคนศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองไทยหรือกระทั่งแวดวงนักวิชาการที่นิยมปรีดีหรือผู้นำคณะราษฎรอย่างเช่นพระยาพหลฯ และ จอมพล ป. พิบูลสงครามมีอยู่ไม่น้อย ยิ่งไม่นับว่าตัวสมศักดิ์เองก็ยังเคยเป็นอาจารย์ที่ธรรมศาสตร์อีกเช่นกัน
ในอีกหนึ่งตัวอย่างคงไม่พ้นกรณีข้อเขียนของสมศักดิ์ต่อกรณีเหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 ซึ่งตีพิมพ์ออนไลน์ในเว็บไซต์ “the101world” ในบทความที่ชื่อ “‘6 ตุลา’ คืออะไร” ซึ่งเราอาจนับว่าเป็นเอกสารทางประวัติศาสตร์ชิ้นหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าวด้วยนั้น สมศักดิ์เขียนในฐานะที่เป็นทั้งบุคคลที่มีส่วนร่วมในเหตุการณ์และอดีตนักประวัติศาสตร์ ข้อความที่สมศักดิ์เปิดบทความนั้นตรงไปตรงมาและไม่ต้องอาศัยภาษาสลวยแต่อย่างใด:
“6 ตุลาคืออะไร? คำตอบที่ป็อปปูลาร์คือ ‘อาชญากรรมที่ก่อโดยรัฐ’ ถ้าเช่นนั้นเมื่อนักศึกษาสามพันกว่าคนเข้าป่าจับอาวุธมาเข่นฆ่าเจ้าหน้าที่บ้างคืออะไร? เรียกว่าเป็นการแก้แค้น? ไม่ถือเป็นอาชญากรรมด้วย เพราะเป็นการแก้แค้น?? ผู้ที่คิดตามให้ดี ๆ จะพบว่า มันออกจะชอบกล ๆ อยู่ ถ้านี่เป็นการแก้แค้นไม่ใช่อาชญากรรม ดังนั้นถ้าเราฆ่าเจ้าหน้าที่ไปจบครบจำนวนคนเท่ากันก็ถือว่า ‘หายกัน’? ถ้าเช่นนั้นจะต้องถือเป็นอาชญากรรมของรัฐที่ยังต้องชำระอะไรเล่า? หรือถือว่าเป็นอาชญากรรมอยู่ ที่เราแก้แค้นครบแล้วไม่นับ ยังต้องชำระอาชญากรรมอยู่? การนับเช่นนี้ออกจะชอบกล ๆ แท้ที่จริงแล้วคำว่า ‘อาชญากรรมของรัฐ’ นั้นเราไปยืมมาจากฝรั่งโดยไม่ดูปริบทของเรื่องให้แน่ชัด ถ้าเราเรียกเสียใหม่ว่า นี่คือ ‘สงครามกลางเมืองระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยกับรัฐไทย’ จะตรงกับเหตุการณ์มากกว่า” (สมศักดิ์ 2568, https://www.the101.world/rethinking-oct6/)
คำถามหนึ่งที่ยากจะหลีกเลี่ยงเมื่ออ่านข้อคิดเห็นข้างต้นก็คือ ข้อเขียนของสมศักดิ์สะท้อนความเป็นตัวละครที่เกี่ยวกับเหตุการณ์ 6 ตุลาคมของตนเอง หรือสะท้อนความเป็นนักวิชาการ (ที่หาได้ยากยิ่งตามมาตรวัดของ Morgenthau) มากกว่ากันแน่ หากเราใคร่ครวญให้ดีก็จะมองเห็นว่าแท้ที่จริงแล้ว หากสมศักดิ์ไม่เขียนในลักษณะดังกล่าว คนทั่วไปในสังคมวิชาการก็อาจมองเหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 เฉกเช่นเดียวกันกับที่เข้าใจกันในหมู่คนทั่วไปได้ แทนที่สมศักดิ์จะเลือกเก็บวิธีการตีความประวัติศาสตร์ของตนเอาไว้ให้ตายไปกับตัวเอง เขากลับเปิดกล่องแพนโดราท้าทายไม่เพียงแต่นักศึกษาหรือบุคคลทั่วไป หากแต่ยังท้าทายนักวิชาการบางกลุ่มอีกด้วย ซึ่งเขาเองได้ทิ้งท้ายเอาไว้ว่า “6 ตุลาถูกทำให้ ‘คลุมเครือ’ และ ‘ลืมไม่ได้ จำไม่ลง’ โดยคนรุ่นหลังนี่แหละ ได้เวลา (เกินเวลา)ที่คนรุ่นหลังจะศึกษามันอย่างเป็นจริง เลิก ‘รำลึก’ ถึงมันในฐานะที่เป็นอะไรที่มันไม่ใช่เรื่องจริง” (สมศักดิ์ 2568, https://www.the101.world/rethinking-oct6/)
ท้ายนี้ เราจะเข้าใจสมศักดิ์ได้อย่างไรกันแน่ ข้าพเจ้าไม่อาจตอบได้เท่ากับผู้ที่ศึกษาฐานคิดทางวิชาการและวิธีคิดทางการเมืองของสมศักดิ์ได้เท่ากับ วันพัฒน์ ยังมีวัฒนา เป็นแน่ อีกทั้งข้าพเจ้าก็ไม่แน่ใจอีกเช่นกันว่าสมศักดิ์เป็นนักวิชาการทางประวัติศาสตร์และสังคมศาสตร์ที่หากได้ยากยิ่ง (หรือประเสริฐที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้) ดังที่ Morgenthau กล่าวไว้หรือไม่ บทบรรณาธิการชิ้นนี้จึงขอปิดท้ายด้วยข้อเขียนอันยืดยาวพอสมควรของ ศุภมิตร ปิติพัฒน์ ที่ศึกษาสมศักดิ์ในฐานะประกาศกร่วมสมัย ศุภมิตรบรรยายถึงสมศักดิ์เอาไว้อย่างชวนคิดว่า
“วิธีการวิพากษ์ของสมศักดิ์ที่ชี้ให้เห็นข้อจำกัดของบุคคลในประวัติศาสตร์ด้วยการแสดงออกมาในรูปของ Irony ก็ดี หรือด้วยการเสนอข้อเท็จจริงและวิพากษ์อย่างตรงไปตรงมาก็ดี อาจมีผลเป็นการทำลายภาพปฏิมางดงามของบุคคลในประวัติศาสตร์หลายต่อหลายคนลงไป ทำให้หลายคนอาจรู้สึกว่า เขาจะไม่เหลือใครไว้ให้เคารพกราบไหว้ได้เลยละหรือ แต่อันที่จริงการศึกษาเชิงวิพากษ์แบบนี้ ซึ่งช่วยให้เราตระหนักถึงข้อจำกัดและความบกพร่องที่มีอยู่ในคุณความดีหรือในคุณสมบัติของคนคนนั้นต่างหาก ที่ทำให้บุคคลในเวทีประวัติศาสตร์กลายเป็นมนุษย์เหมือนกันกับเรา ที่ทำให้เราสามารถเคารพเขาได้อย่างแท้จริง มิใช่เพราะความเป็นคนดีสมบูรณ์แบบของเขาที่ถูกวาดขึ้นมาเพื่อให้เราเคารพ...และที่สำคัญ มันทำให้บุคคลในประวัติศาสตร์ เช่น ปรีดีหรือป๋วย รวมทั้งบุคคลอื่น ๆ สามารถคงทนต่อการถูกพิสูจน์ตรวจสอบโดยยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงค่านิยมของมันไปด้วยอยู่เสมอ และโดยการเปลี่ยนแปลงนั้น ไม่มีทางที่ใครจะสามารถรักษาใครไว้ให้บริสุทธิ์โดยไม่ด่างพร้อยอยู่ตลอดไปได้ เมื่อเทียบกันแล้ว การหาทางปกป้องเกียรติคุณของบุคคลในประวัติศาสตร์ด้วยการห้ามวิพากษ์วิจารณ์ ด้วยการยกย่องเชิดชูขึ้นไปเป็นประดุจรูปเคารพ ด้วยการสดุดีแซ่ซ้องสรรเสริญแต่เพียงด้านเดียว ด้วยความปรารถนาที่จะเหลือบุคคลที่สามารถเคารพกราบไหว้ได้สนิทใจ กลับจะเป็นอันตรายต่อเกียรติคุณของบุคคลนั้นในระยะยาว เพราะด้วยวิธีการเช่นนั้น มันทำให้ข้อเท็จจริง การเข้าใจมูลเหตุความเป็นมา และการให้ความหมายจำนวนมากถูกละเลยไป ” (ศุภมิตร 2555, 337-338)
พีระ เจริญวัฒนนุกูล
รัฐศาสตร์นิเทศ
ปีที่ 11 ฉบับที่ 2 (2568)
วารสารรัฐศาสตร์นิเทศปีที่ ๑๑ ฉบับที่ ๒ นี้ บทบรรณาธิการคือจะบอกว่าไม่รู้จะเขียนอะไรจริง ๆ เพราะทุกบทความที่ปรากฏนี้ล้วนแต่ผ่านการประเมินอย่างเข้มข้นมาแล้วทั้งสิ้น
พีระ เจริญวัฒนนุกูล
บรรณาธิการ
รัฐศาสตร์นิเทศ
ปีที่ 11 ฉบับที่ 1 (2568)
รัฐศาสตร์นิเทศ ฉบับนี้เป็นฉบับที่ได้รับการเผยแพร่ออกมาค่อนข้างรวดเร็ว นั่นเป็นเพราะศักยภาพในการบริหารจัดการของคณะทำงานวารสารที่บูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงยิ่งอาจทำให้คณะทำงานตกอยู่ในภวังค์บ้าง และอาจต้องคอยย้ำเตือนตนเองว่าโลกนี้คืออนิจจังและสังขารมนุษย์เรานั้นไม่เที่ยง
ควรแก่การระบุไว้ ณ ที่นี้เพื่อเป็นหมุดหมายทางประวัติศาสตร์เช่นกันว่า ในช่วงเวลาที่วารสารฉบับนี้ได้ถูกเผยแพร่ออกมา ก็เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับการกลับมารับตำแหน่งประธานาธิบดีของ โดนัลด์ ทรัมป์ อีกครั้งหนึ่ง ในฐานะที่เป็นวารสารรัฐศาสตร์ คณะผู้จัดทำไม่กล้าที่จะมองไปยังอนาคตข้างหน้าเพื่อคาดการณ์สิ่งใดมากนัก นั่นเพราะว่าอนาคตเป็นสิ่งไม่แน่นอน การถอดบทเรียนจากอดีตจึงน่าจะเป็นสิ่งที่พอเป็นไปได้มากกว่า ดังนั้น นับจากนี้ไปอีกสี่ปี คณะผู้จัดทำประสงค์อยากเห็นบทความวิจัยหรือบทความวิชาการภาษาไทยที่ศึกษาทรัมป์ครั้งที่หนึ่งในมิติทางรัฐศาสตร์ เพื่อสร้างความกระจ่างต่อท่าทีหรือบุคลิคของประธานาธิบดีผู้กลับเข้าสู่ทำเนียบขาวท่านนี้
นอกจากนี้ ประเด็นที่เป็นประเด็นความมั่นคงที่กระทบต่อสุขภาพโดยตรงในช่วงเวลาที่วารสารฉบับนี้กำลังเผยแพร่ก็คือประเด็นเรื่องฝุ่น pm 2.5 ซึ่งกระทบต่อสุขภาพปอดของผู้คนในกรุงเทพฯ และ ปริมณฑลแทบทั้งสิ้น และเนื่องจากนี่เป็นประเด็นที่ควรได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน วารสารรัฐศาสตร์นิเทศอยากจะเป็นพื้นที่เผยแพร่บทวิเคราะห์หรือบทความวิจัยต้นเหตุของวิกฤตสภาพอากาศที่คนไทยกำลังเผชิญอยู่ เผื่อที่ว่าบทความจากวารสารนี้จะเข้าหูเข้าตาผู้มีบทบาทสำคัญของบ้านเมืองบ้าง
พีระ เจริญวัฒนนุกูล
บรรณาธิการ
รัฐศาสตร์นิเทศ
ปีที่ 10 ฉบับที่ 2 (2567)
ปี 2024 เหมือนจะเป็นปีทั่วไปที่สังคมไทยผ่านช่วงระยะเวลาที่เลวร้ายอย่างเช่นภัยพิบัติโควิท-19 มาแล้ว จริงอยู่ว่ากระแสของกาลเวลาไหลไปไม่เคยย้อนกลับ แต่ว่ากระแสของคนในสังคมไทย “บางกลุ่ม“ มุ่งรอคอยการมาถึงของ ค.ศ. 2024 อย่างใจจดใจจ่อด้วยเหตุผลทางประวัติศาสตร์การเมือง เพราะหลายปีก่อนหน้านี้ มีกระแสเกิดขึ้นมาในหมู่คนบางกลุ่มว่า เอกสารจดหมายเหตุของประเทศฝรั่งเศสที่เกี่ยวข้องกับ ปรีดี พนมยงค์ จะเปิดขึ้นให้ผู้สนใจสามารถเข้าใช้และศึกษาได้ จากกระแสเล็ก ๆ ก็กลายเป็นกระแสที่แพร่กระจายไปวงกว้าง คำพูดปากต่อปากก็ทำให้ เอกสารจดหมายเหตุที่ฝรั่งเศสเก็บไว้เกี่ยวกับปรีดีก็เลยถูกเรียกใหม่ว่า “จดหมายปรีดี” ซึ่งทำให้นัยยะของความคาดหวังเกี่ยวกับเนื้อหาที่มีต่อชุดเอกสารดังกล่าวเปลี่ยนไป
ความคาดหวังของกระแสสังคมที่มีต่อการเปิด “จดหมายปรีดี” สามารถบ่งชี้หลายสิ่งหลายอย่างที่เปลี่ยนแปลงไปของสังคมไทยได้พอสมควร อาทิ ความสนใจของคนรุ่นใหม่ (ไม่ว่าจะเป็นแบบปลิวผ่านเข้ามาสู่ความสนใจหรือว่าติดตามเรื่องนี้จริงจังก็ตาม) ต่อประเด็นปัญหาทางประวัติศาสตร์ อย่างไรก็ดี “จดหมายปรีดี” ได้ทำหน้าที่ในการสร้างความคาดหวังบางประการหรือสะท้อนความคาดหวังบางอย่างของผู้สนใจ ผู้สนใจหลายต่อหลายคนมุ่งเน้นรอคอยว่า “จดหมายปรีดี” จะมาตอบโจทย์ในใจและตอบโจทย์ทางการเมืองของพวกเขา ความคาดหวังดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงพลังของข่าวลือที่เมื่อกระพือออกไปแล้วยากที่หยุดยั้งโดยง่าย บ้างก็หยอกเย้าถึงความเป็นไปได้ของ “จดหมายปรีดี” ว่าอาจจะเป็นเพียงสูตรข้าวมันไก่ บ้างก็บอกว่าอาจเป็นข้อความทำนอง “กูว่าแล้วมึงต้องอ่าน” ไม่ว่าจะมีคนพูดเล่นหยอกเย้าอย่างไร แต่เชื่อเหลือเกินว่าผู้คนต่างรอคอยนับวันให้ถึง ค.ศ. 2024 เพื่อที่จะได้ทราบว่า “จดหมายปรีดี” มีข้อความบันทึกไว้ต้องใจตามที่พวกเขาอยากจะให้เป็นหรือไม่
แน่นอนว่า นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ผู้คร่ำหวอดในแวดวงหลายคน โดยเฉพาะคนที่โด่งดังที่อยู่ในฝรั่งเศสเองก็เคยออกมาวิเคราะห์แล้วว่า “จดหมายปรีดี” ที่ผู้คนทั่วไปเข้าใจกันนั้น น่าจะเป็นเพียง “เอกสารจดหมายเหตุที่รัฐบาลฝรั่งเศสเก็บเอาไว้” มากกว่า แต่ก็ไม่ตัดความเป็นไปได้ที่ชุดเอกสารที่ว่าจะเป็นจดหมายปรีดี ธรรมชาติของมนุษย์นั้นเองยิ่งปิดกั้นยิ่งอยากทราบ ด้วยเหตุนี้ ในช่วงต้นปี 2024 จึงมีความพยายามติดตามเข้าถึงเอกสารชุดดังกล่าวเมื่อหอจดหมายเหตุฝรั่งเศสเปิดให้ใช้บริการ
ความสนใจของผู้คนล้นหลามจนปรากฏว่ามีผู้พยายามเข้าถึงเอกสารชุดดังกล่าวเผยแพร่ภาพสดผ่านช่องทางเฟซบุคเพื่อให้ผู้ชมที่อยู่ที่ไทยติดตามอย่างใจจดใจจ่อ แม้ว่าจะเป็นเอกสารภาษาฝรั่งเศส แต่ก็มีคนช่วยสรุปและได้ค้นพบว่าเอกสารชุดที่ว่าเป็นเพียงเอกสารของทางการฝรั่งเศสที่เกี่ยวข้องกับความพยายามลี้ภัยของปรีดีเท่านั้นเอง ไม่ได้มีเนื้อหาอื่นใดที่คนบางกลุ่มคาดหวัง
ของบางอย่างเมื่อปิดมานาน พอถูกเปิดเข้าก็สิ้นมนตรา เมื่อคนไทยหลายคนทราบว่านี่ไม่ใช่ “จดหมายปรีดี” ที่อาจจะมีเนื้อความอย่างที่เขาคาดหวัง ก็ไม่ได้สนใจที่จะพิจารณาต่อว่าเอกสารดังกล่าวจะมาเติมเต็มเรื่องเล่าในอดีตที่เกี่ยวกับการลี้ภัยของปรีดีไปยังกรุงปารีสอย่างไร และทางการฝรั่งเศสมีส่วนเหลือและเกื้อหนุนในมิติใดบ้าง การคลายความสนใจนี้เองที่เป็นเครื่องบ่งชี้ได้ว่าความสนใจของหลายต่อหลายคนที่มีต่อประวัติศาสตร์ปรีดีนั้นเป็นเพียงความใคร่รู้อย่างถ่องแท้หรือฉาบฉวยกันแน่
เพื่อเติมมิติทางวิชาการสนับสนุนกระแสความสนใจของสาธารณชนต่อ “จดหมายปรีดี” วารสารรัฐศาสตร์นิเทศจึงขอให้ผู้ เข้าถึงเอกสารชุดดังกล่าวและมีความเข้าใจในภาษาฝรั่งเศสอย่างดีเยี่ยมใช้เอกสารชุดนั้นมาเติมเต็มและตีความบทบาทของปรีดีในการลี้ภัยช่วงเวลาดังกล่าว โดยทางวารสารคาดหวังว่าเนื้อหาในบทความที่ว่าและเนื้อหาในบทบรรณาธิการฉบับนี้จะทำหน้าที่เป็นเครื่องบ่งชี้อดีตอย่างหนึ่งที่สะท้อนธรรมชาติบางประการของผู้คนในสังคม ทั้งนี้ เราเชื่อว่า วิธีการแสดงความเคารพปรีดีที่เหมาะสมที่สุดไม่ใช่เป็นการยัดเยียดในสิ่งที่ปรีดีไม่ได้เป็น และยิ่งไม่ใช่เป็นการนำเอาปรีดีมาเป็นเครื่องมือทางการเมืองในยุคร่วมสมัย แต่ก็คือการศึกษาปรีดีอย่างที่เขาเป็น หรือเรียนรู้ข้อคิดที่เหมาะสมจากเขามากกว่าสิ่งอื่นใด
พีระ เจริญวัฒนนุกูล
บรรณาธิการ
รัฐศาสตร์นิเทศ
ปีที่ 10 ฉบับที่ 1 (2567)
บทบรรณาธิการ
ในเล่มนี้เป็นฉบับที่วารสารมีการเพิ่มจำนวนบทความจากเดิม 4 บทความ เป็น 5 บทความ และมีการเพิ่มเติมรูปแบบของเอกสารอ้างอิงตามที่วารสารกำหนด โดยสามารถติดตามข้อมูลได้ที่เว็บของวารสาร
รัฐศาสตร์นิเทศ
ปีที่ 9 ฉบับที่ 2 (2566)
เนื่องด้วยคณะรัฐศาสตร์ธรรมศาสตร์จะมีอายุครบ 75 ปีใน พ.ศ. 2567 ที่จะถึงนี้ บทบรรณาธิการฉบับนี้จึงขอใช้เป็นพื้นที่เล่าที่มาที่ไปของ “รัฐศาสตร์นิเทศ” (Political Science Review) ซึ่งแท้ที่จริงแล้วเป็นวารสารที่เกิดขึ้นมาก่อน “รัฐศาสตร์สาร” เสียอีก คำถามชวนคิดคือ เพราะเหตุใดในอดีตที่ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จำเป็นต้องใช้งบประมาณในการสร้างวารสารถึงสองหัวด้วยกัน
หากพิจารณาบทบรรณาธิการรัฐศาสตร์นิเทศ ปีที่ 1 ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2558 ผู้อ่านก็จะพบว่าทางกองบรรณาธิการในยุคนั้นได้ไปถามอาจารย์ ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ เรื่องการตั้งชื่อ ซึ่งทางอาจารย์แนะนำว่าให้ใช้ชื่อเรียกปัจจุบันแทนที่จะเป็นชื่อ “รัฐศาสตร์ปริทัศน์” ส่วนหนึ่งก็เพราะเป็นการรื้อฟื้นของเก่าของคณะรัฐศาสตร์ที่เคยมีมาแต่เดิม
อย่างไรก็ดี หากย้อนกลับไปพิจารณารัฐศาสตร์นิเทศยุคเก่า โดยเฉพาะฉบับปฐมฤกษ์ในเดือน ธันวาคม พ.ศ. 2505 ผู้อ่านจะเห็นความแตกต่างสองประการ ประการแรก ชื่อภาษาอังกฤษเดิมของรัฐศาสตร์นิเทศยุคเก่าคือ “Political Science Bulletin” ไม่ใช่ “Political Science Review” อย่างปัจจุบัน ประการที่สอง จุดประสงค์เดิมของรัฐศาสตร์นิเทศยุคเก่าไม่เหมือนกับยุคปัจจุบัน กล่าวคือ ของยุคเดิมนั้นมีไว้คล้ายกับเป็นช่องทางการสื่อสารภายในคณะรัฐศาสตร์เอง ซึ่งเน้นไปที่การเผยแพร่วิทยาการของคณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์บ้าง ซึ่งบทความหลายชิ้นเป็นบทความกึ่งวิชาการไม่ได้เป็นบทความวิชาการหรือบทความวิจัยตามความเข้าใจของยุคปัจจุบัน ไม่เพียงเท่านั้น รัฐศาสตร์นิเทศยุคเก่ายังเป็นคล้ายกับสื่อประชาสัมพันธ์กิจกรรมของคณะรัฐศาสตร์ที่เชื่อมระหว่างศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบันอีกเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น ใน รัฐศาสตร์นิเทศ ฉบับ มิถุนายน พ.ศ. 2506 ในส่วนของ “สโมสรรัฐศาสตร์” ได้เล่าข่าวภายในของคณะเอาไว้ว่า “ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ชัช กิจธรรม ชวน ณรงค์ สินสวัสดิ์ ขึ้นไปหา สมโภชน์ ศรีประไหม ถึงหนองคาย แล้วก็กวนใจผู้ว่าราชการจังหวัด เจริญ ปานทอง ขอให้ได้ข้ามฟากไปเมืองลาวสักหน่อย”
แม้ว่าต่อมาไม่นานวารสารรัฐศาสตร์นิเทศจะเริ่มมีความเป็นวิชาการมากยิ่งขึ้น อาทิ มีบทความที่มีการอิงหลักวิชารัฐศาสตร์อีกทั้งมีการตีพิมพ์บทความภาษาอังกฤษมากยิ่งขึ้น อันสอดคล้องกับกระแสการเข้ามาในไทยของรัฐศาสตร์สมัยใหม่ (modern political science) ตามแบบฉบับอเมริกันที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ยิ่งโดยเฉพาะการก่อตั้งสาขา “รัฐศาสตร์ศึกษา” ในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน ซึ่งสาขาที่ว่าเป็นสาขาที่เต็มไปด้วยวิชารัฐศาสตร์อันละม้ายคล้ายกับวิชาเรียนในปัจจุบัน
แต่ก็เกิดเหตุไม่พึงพอใจขึ้นในคณะรัฐศาสตร์บางประการโดยเฉพาะเมื่อวารสารรัฐศาสตร์นิเทศยุคเก่าได้ถูกโอนย้ายการดูแลกำกับจากคณะรัฐศาสตร์ให้มาอยู่ภายใต้การจัดการของ “สมาคมรัฐศาสตร์” ดังที่ถูกชี้แจงไว้ในฉบับเดือน มกราคม พ.ศ. 2513 โดยเหตุผลที่ทางสมาคมรัฐศาสตร์แถลงไว้ก็เนื่องมาจากการ “เปลี่ยนแปลงเป้าหมายในการจัดทำหนังสือให้สอดคล้องกับความต้องการของสมาชิกสมาคมรัฐศาสตร์ ซึ่งประกอบด้วยผู้ที่สำเร็จการศึกษาจากคณะรัฐศาสตร์ ผู้เคยเป็นนักศึกษาของคณะรัฐศาสตร์ และสมาชิกกิตติมศักดิ์ที่สมาคมเชิญมาเป็นสมาชิก” อาจกล่าวได้ว่า วารสารรัฐศาสตร์นิเทศยุคเก่ายังคงต้องการธำรงไว้ซึ่งสถานภาพของการเป็นจุดเชื่อมร้อยระหว่างชาวสิงห์แดงทั้งเก่าและใหม่โดยไม่ประสงค์จะหันเหไปยังความเป็นวิชาการเต็มร้อย
การเปลี่ยนแปลงดังที่ว่านั้นเองย่อมนำไปสู่ความเห็นที่ไม่ลงรอยกันของคนในประชาคมรัฐศาสตร์ อันเป็นเหตุให้เกิดการสร้างวารสารรัฐศาสตร์สารขึ้นมาใน พ.ศ. 2515 ดังที่บทบรรณาธิการฉบับปฐมฤกษ์ของรัฐศาสตร์สารได้ระบุไว้ว่า
“อนึ่ง เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง เราขอแถลงข้อข้องใจบางประการว่าตามที่มีผู้เข้าใจว่าเราออกวารสารรัฐศาสตร์สารก็เพราะเกิดมีเรื่องยุ่ง ๆ ในคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยมีผู้เข้าใจว่าเราออกวารสารฉบับนี้มาแข่งกับวารสารฉบับหนึ่ง ซึ่งเคยเป็นของคณะรัฐศาสตร์...ข้อเท็จจริงดังกล่าวยังคาดเคลื่อนอยู่มาก เราออกวารสารฉบับนี้ไม่ได้มีเจตนาจะแข่งกับใครทั้งนั้น ถ้าจะแข่งก็แข่งในด้านวิชาการและแข่งในด้านส่งเสริมอาชีพทางวิชาการของอาจารย์และผู้ทรงคุณวุฒิที่สนใจ ซึ่งการแข่งขันแบบนี้ไม่ใช่เรื่องเสียหาย...อีกประการหนึ่ง ตามที่มีผู้เข้าใจผิดว่าวารสารฉบับเดียวกันนั้น ซึ่งเคยเป็นของคณะรัฐศาสตร์ และต่อมาถูกโอนไปเป็นของสมาคมรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ด้วยเหตุผลว่ามีปัญหาทางการเงิน ความจริงมิใช่เป็นเช่นนั้นแต่อย่างใดเลย แต่ถูกโอนไปด้วยเหตุผลอย่างอื่นมากกว่า”
แม้ถ้อยแถลงในบทบรรณาธิการของรัฐศาสตร์สารฉบับปฐมฤกษ์จะระบุว่าไม่มีความขัดแย้งใด แต่น้ำเสียงของรูปประโยคดูจะสะท้อนความขัดแย้งบางประการอย่างเด่นชัด ยิ่งหากพิจารณาเนื้อหาบทความของรัฐศาสตร์สารฉบับปฐมฤกษ์ก็จะเห็นข้อถกเถียงที่น่าสนใจในการศึกษารัฐศาสตร์ระหว่าง ดร.สมบัติ จันทรวงศ์ กับ ดร.สุจิต บุญบงการ ซึ่งทั้งสองฝ่ายโต้แย้งกันว่ารัฐศาสตร์ควรศึกษาผ่านปรัชญาการเมืองหรือยอมโอนอ่อนต่อกระแสพฤติกรรมนิยมกันแน่ แต่ไม่ว่าทั้งสมบัติหรือสุจิตจะสนทนากันแบบใดแต่หัวใจสำคัญประการหนึ่งของรัฐศาสตร์สารฉบับปฐมฤกษ์นั้นคือจุดร่วมของผู้เขียนและผู้ก่อตั้งที่ว่าการศึกษาการเมืองนั้นสามารถศึกษาให้มีลักษณะเป็น “ศาสตร์” อันเป็นหลักวิชาได้ไม่ใช่เพียงแค่ท่องจำข้อเท็จจริงเพียงอย่างเดียว
ภายหลังจากที่รัฐศาสตร์สารได้คลอดออกมาอย่างเป็นทางการ รัฐศาสตร์นิเทศก็ได้เปลี่ยนแปลงเน้นหนักไปที่ความเป็นวิชาการมากยิ่งขึ้นในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน โดยที่ไม่มีลักษณะของการเป็นหนังสือส่งข่าวระหว่างสิงห์แดงด้วยกันอีกต่อไปไม่เหมือนในช่วงแรกของการก่อตั้งวารสาร และเท่าที่ค้นพบ รัฐศาสตร์นิเทศได้ตีพิมพ์สุดท้ายใน พ.ศ. 2520 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายก่อนที่จะถูกนำมาปัดฝุ่นใหม่อีกครั้ง คำถามชวนคิดคือ อะไรคือความขัดแย้งที่เกิดขึ้นกันแน่ในช่วงเวลาดังกล่าวกันแน่
รัฐศาสตร์นิเทศ
ปีที่ 9 ฉบับที่ 1 (2566)
การจัดทำวารสาร “รัฐศาสตร์นิเทศ” ฉบับนี้มีความแตกต่างจากฉบับก่อนหน้าสองประการ ประการแรก ฉบับนี้เป็นฉบับแรกที่ถูกจัดตีพิมพ์ออกมาภายหลังจากที่องค์การอนามัยโลกได้ประกาศในวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2566 แถลงการณ์ยุติสถานการณ์ฉุกเฉินโควิด-19 ที่ได้แพร่ระบาดมากว่าสามปี โดยการประกาศดังกล่าวนั้นมีนัยเชิงสัญลักษณ์ว่าการต่อสู้กับเชื้อไวรัสที่สร้างความชะงักชะงันในโลกกำลังจะสิ้นสุดลงในระยะเวลาอันใกล้นี้ ทั้งนี้ เมื่อเทียบกับการจัดทำวารสารรัฐศาสตร์นิเทศปีที่ 7 ฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2564) นั้น จะเห็นได้ว่าบทบรรณาธิการในฉบับที่ว่าระบุว่าผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดของวารสารได้เริ่ม “Work From Home” เต็มเวลาเป็นครั้งแรกอันเนื่องมาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดได้ทวีความรุนแรงขึ้นมาก ดังนั้นเมื่อเทียบกันกับการจัดทำรัฐศาสตร์นิเทศในฉบับนี้ (ปีที่ 9 ฉบับที่ 1, พ.ศ. 2566) นั้น ต้องนับว่ากองบรรณาธิการมีความรู้สึกโล่งใจเป็นอย่างยิ่งที่สามารถดำเนินการจัดทำวารสารในสภาวการณ์ปรกติได้อีกครั้งหนึ่ง ทางกองบรรณาธิการหวังว่าประชาคมโลกจะสามารถเอาชนะเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้ในท้ายที่สุด
ความสำคัญประการที่สองของวารสารฉบับนี้นั้นเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการภายในของทางวารสาร กองบรรณาธิการขอแจ้งผู้อ่านว่าทางวารสารได้มีการเปลี่ยนมือตำแหน่งบรรณาธิการประจำวารสารจาก รศ.ดร.ภูริ ฟูวงศ์เจริญ มาเป็น ผศ.ดร.พีระ เจริญวัฒนนุกูล ซึ่งเป็นการรับไม้ต่อที่ค่อนข้างหนักอึ้ง นั้นเป็นเพราะว่าบรรณาธิการท่านเดิมได้สร้างมาตรฐานการจัดทำวารสารเอาไว้อย่างดีเยี่ยมและยังได้มาตรฐานทั้งในระดับชาติและนานาชาติ ด้วยเหตุนี้ทีมกองบรรณาธิการชุดใหม่นี้จึงมุ่งหวังที่จะต่อยอดมาตรฐานที่ว่าให้ยั่งยืนอีกทั้งจะปรับปรุงและนำเสนอการเผยแพร่วารสารในวงกว้างมากยิ่งขึ้นโดยทางทีมกองบรรณาธิการชุดใหม่ไม่เพียงแต่ที่จะเผยแพร่วารสารผ่านรูปแบบออนไลน์เพียงอย่างเดียว แต่จะประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อออนไลน์ให้มากขึ้นอีกด้วยเช่นกัน
ในส่วนของบทความในวารสารฉบับนี้นั้นอาจกล่าวได้ว่าเป็นฉบับที่ครอบคลุมสี่มิติของการศึกษารัฐศาสตร์เลยทีเดียว กล่าวคือ เป็นฉบับที่มีการอภิปรายการเมืองผ่านสี่มิติอันประกอบไปด้วยมิติด้านอำนาจ เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และความเป็นธรรมในสังคม บทความที่เกี่ยวข้องกับอำนาจนั้นเป็นบทความของ ฐิติกร สังข์แก้ว ซึ่งอภิปรายการเมืองไทยผ่านกรอบแนวคิด “ระบอบอำนาจนิยมแบบแข่งขัน” (competitive authoritarianism) ผ่านสถาบันประชาธิปไตยของไทย โดยชี้ให้เห็นว่าการเลือกตั้งภายใต้ระบอบอำนาจนิยมเปิดช่องให้รัฐบาลอำนาจนิยมจัดสรรปันส่วนรางวัลทางการเมืองให้แก่กลุ่มต่าง ๆ เพื่อสร้างความลงตัวทางการเมืองได้ง่ายขึ้น บทความชิ้นถัดไปของ วันพัฒน์ ยังมีวิทยา ซึ่งศึกษาแผนพัฒนาเศรษฐกิจของ ปรีดี พนมยงค์ ที่รู้จักกันในนาม “สมุดปกเหลือง” โดยที่เนื้อหาของบทความวิพากษ์ปัญหาของแผนพัฒนาเศรษฐกิจดังกล่าวว่าไม่ได้สร้างความเป็นเสรีภาพหรือประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจแต่อย่างใดหากแต่เป็นแนวทางที่อาศัยการรวมศูนย์ของรัฐเป็นสำคัญ บทความของ ซูไฮลี ยามา และ สุภาค์พรรณ ตั้งตรงไพโรจน์ ได้ศึกษานโยบายด้านพหุวัฒนธรรมของกลุ่มคนมาเลเซียเชื้อสายไทยโดยพิจารณาในมุมมองของทางรัฐบาลมาเลเซียในการลดความขัดแย้งอันมาจากความแตกต่างในด้านชาติพันธุ์ บทความสุดท้ายเป็นบทความของ สัณหกฤษณ์ บุญช่วย ซึ่งพยายามจะสร้างข้อเสนอแนวทางการสร้างความเป็นธรรมทางสังคมของประเทศไทยผ่านนโยบายทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมของไทย
ทางกองบรรณาธิการหวังว่าบทความทั้งสี่ชิ้นนี้จะช่วยสร้างข้อถกเถียงทางวิชาการและข้อเสนอแนะเชิงนโยบายมากยิ่งขึ้นในสังคมไทย ทางวารสารหวังว่าจะได้รับบทความที่มีลักษณะสร้างข้อถกเถียงเพื่อพิจารณาตีพิมพ์ต่อไปในอนาคต
กองบรรณาธิการ
วารสารรัฐศาสตร์นิเทศ
วารสารรัฐศาสตร์นิเทศ
ปีที่ 8 ฉบับที่ 2 (2565)
เหมือนเช่นเคย วารสารรัฐศาสตร์นิเทศฉบับนี้คัดเอาบทความที่น่าสนใจและทันสมัยมาฝากผู้อ่านทุกท่านช่วงส่งท้าย พ.ศ. 2565 บทความชิ้นแรกเรื่อง “ปัญหาข่าวลวงทางการเมืองบนสื่อสังคมออนไลน์: ความท้าทายในการกำกับดูแลและการบังคับใช้กฎหมายของประเทศไทย” ถกประเด็นที่ทุกวันนี้กำลังเป็นเรื่องใหญ่ไม่เพียงสำหรับประเทศไทยเท่านั้น แต่รวมถึงเกือบทุกประเทศในโลก อะไรคือ “ข่าวลวง” และเราควรจัดการกับปัญหานี้อย่างไร แค่ไหน โจทย์เหล่านี้ถือเป็นความท้าทายของแต่ละสังคมที่จะต้องคิดหาจุดสมดุลระหว่างเสรีภาพในการแสดงออกกับความสงบเรียบร้อยของสังคม คำตอบที่ได้จะกำหนดทั้งธรรมชาติของโลกเสมือนจริงและสภาพการเมืองในโลกแห่งความเป็นจริง ต่อมา บทความชิ้นที่ 2 เรื่อง “ศาลรัฐธรรมนูญไทยกับการส่งเสริมหลักนิติธรรมในระบบรัฐสภา” ย้อนกลับไปดูที่มาในทางหลักการของกระบวนการทบทวนทางรัฐธรรมนูญ (constitutional review) ช่วงหลายปีที่ผ่านมา คนจำนวนไม่น้อยในสังคมไทยตั้งคำถามต่อการดำรงอยู่ของศาลรัฐธรรมนูญ บ้างถึงขั้นเรียกร้องให้ยุบเลิกองค์กรนี้ หรือทำการยกเครื่องขนานใหญ่ ดังนั้น บทความชิ้นนี้น่าจะเป็นประโยชน์ อย่างน้อยในแง่ของการศึกษาความจำเป็นในเชิงทฤษฎีของศาลรัฐธรรมนูญ ส่วนการออกแบบกลไกให้ความจำเป็นดังกล่าวได้รับการตอบสนอง โดยไม่ก่อผลเสียหาย หรือเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประชาธิปไตย คงเป็นเรื่องที่ยังคงรอคนมาเสนอทางออกต่อไป บทความชิ้นที่ 3 เรื่อง “ความรับผิดชอบในการปกป้อง (R2P) ทางทฤษฎีและทางปฏิบัติ” ชวนผู้อ่านทำความเข้าใจพันธะหน้าที่ของรัฐ เนื้อหาไม่เพียงอธิบายหลัก R2P ทว่ายังถกสภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้นเวลานำหลักนี้ไปใช้ด้วย ทั้งจากมุมของทางการและสังคม ในอนาคตข้างหน้า หลัก R2P คงเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่รังแต่จะเพิ่มความสำคัญ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่มากไปด้วยความอึดอัดคับข้องใจของผู้คนทั่วโลก จะเพราะความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจก็ดี เพราะปัญหาสิ่งแวดล้อมก็ดี หรือเพราะช่องว่างระหว่างช่วงวัย (generation) ก็ดี ภาครัฐย่อมต้องตระหนักและขบคิดให้แตกว่า จะนำหลัก R2P ไปปรับใช้อย่างไร ท้ายที่สุด บทความเรื่อง “บริบท แนวนโยบาย โครงสร้าง และการพัฒนาบุคลากรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการบริหารเงินทุนหมุนเวียนฯ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม” เสนอประเด็นที่กำลังสร้างความยากลำบากให้แก่หลายหน่วยงานราชการในประเทศไทย เรามักมองหน่วยงานราชการว่า ไม่มีปัญหาทางการเงินแบบหน่วยงานภาคเอกชน อย่างไรก็ดี ทัศนะเช่นนี้ไม่ถูกต้องเสียทั้งหมด เนื่องจากหน่วยงานราชการก็ต้องบริหารจัดการเงินของตน และความสามารถในการบริหารจัดการย่อมส่งผลโดยตรงต่อการปฏิบัติงานของหน่วยงานราชการนั้น บทความชิ้นนี้พยายามเสนอทางออกผ่านการถอดบทเรียนจากกรณีศึกษาอย่างรอบด้านและจึงน่าจะเป็นประโยชน์ไม่น้อยสำหรับผู้ปฏิบัติงาน ตลอดจนผู้ที่กำลังศึกษาเรื่องนี้อยู่
ทางกองบรรณาธิการขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านที่ให้การสนับสนุนตลอดปีที่ผ่านมา เช่นเดียวกับผู้เขียนที่ให้เกียรติใช้วารสารรัฐศาสตร์นิเทศเป็นพื้นที่เผยแพร่ผลงานของตน สำหรับปีหน้า ทางกองบรรณาธิการหวังว่า จะยังคงได้รับความอนุเคราะห์จากทุกท่านแบบนี้ต่อไป
กองบรรณาธิการ
วารสารรัฐศาสตร์นิเทศ
หมายเหตุ: สำหรับผู้ที่สนใจบทความฉบับเต็มสามารถติดต่อขอซื้อได้ที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) ชั้น 2
วารสารรัฐศาสตร์นิเทศ
ปีที่ 8 ฉบับที่ 1 (2565)
วารสาร “รัฐศาสตร์นิเทศ” ฉบับแรกของ พ.ศ. 2565 ถือว่าจัดพิมพ์ออกมาในห้วงเวลาที่ดูปั่นป่วนและยุ่งยากยิ่งนักปีนี้เริ่มต้นมาพร้อมกับความหวัง ของใครหลายคนว่า สถานการณ์โดยรวมของโลก (และของประเทศไทย) คงปรับตัวดีขึ้นบ้าง สืบเนื่่องจากการควบคุมโรคระบาดด้วยวัคซีนที่น่าจะเริ่มเห็นผลเต็มที่ซึ่งย่อมส่งผลบวกต่อเรื่่องเศรษฐกิจและการดำเนินชีวิตของผู้คนด้วย ไม่ว่าระดับใดอย่างไรก็ดี ผ่านมาแค่เพียงไม่ถึง 2 เดือนก็เกิดวิกฤติระลอกใหม่ นั่นคือการบุุกยููเครนของกองทัพรัสเซีย สิ่งที่่ติดตามมาคือความทุกข์ยากในทาง เศรษฐกิจของผู้คนทั่วโลก โดยเฉพาะที่ต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน แน่นอนว่า ความทุกข์ยากนีมิอาจเทียบได้กับชะตากรรมที่ชาวยูเครนต้องเผชิญ และก็เป็นความทุกข์ยากที่ทับถมลงบนความลำบากที่ดำรงอยู่มาเกือบจะครบ 2 ปีครึ่งแล้วนับตั้งแต่่การเริ่มต้นของโรคระบาดโควิด-19 สำหรับวารสาร “รัฐศาสตร์นิเทศ” ในฐานะสิ่งพิมพ์ทางวิชาการคงไม่สามารถทำอะไรมากไปกว่าแค่การร่วม คาดหวังไปกับใครอีกหลายคนว่าช่วงครึ่งหลังของปีนี้สถานการณ์ทุกด้านจะทุเลาความเลวร้ายลงไม่มากก็น้อย
สำหรับเนื้อหาในเล่มทางวารสารยังคงมีบทความ 4 ชิ้นมานำเสนอท่่านผู้อ่านเช่นเดิม โดยประเด็นที่่จับนั้นค่อนข้างหลากหลาย คือ มีไล่ตั้งแต่เรื่องรัฐธรรมนูญ เรื่องทุนและแรงงานข้ามชาติ เรื่องการบริหารงบประมาณ ไปจนถึงเรื่่องการเมืองระดับโลก อนึ่ง สมควรกล่าวด้วยว่าเพื่อเป็นการยกระดับคุุณภาพทางวารสารกำลังจะปรับระบบการประเมินบทความจากเดิมที่ใช้ผู้ทรงคุณวุฒิ 2 ท่านเป็น 3 ท่าน ทางวารสารเชื่อว่าแม้ก่อให้เกิดต้นทุนเพิ่มเติมการปรับนี้จะช่วยให้กระบวนการพิจารณาผลงานแต่ละชิ้นมีความเข้มข้นและความถี่ถ้วนยิ่งขึ้น โดยไม่กระทบต่อระยะเวลาดำเนินการแต่อย่างใด
สุดท้ายทางวารสารหวังว่าจะได้รับความอนุเคราะห์จากท่านผู้อ่านตลอดจนท่านผู้เขียนต่อไปในอนาคต
กองบรรณาธิการ
วารสารรัฐศาสตร์นิเทศ
หมายเหตุ: สำหรับผู้ที่สนใจบทความฉบับเต็มสามารถติดต่อขอซื้อได้ที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) ชั้น 2
วารสารรัฐศาสตร์นิเทศ
ปีที่ 7 ฉบับที่ 2 (2564)
วารสาร “รัฐศาสตร์นิเทศ” ฉบับนี้ขอร่วมไว้อาลัยให้แก่การจากไปอย่างสงบของบรรณาธิการท่านหนึ่ง นั่นคือ ศาสตราจารย์ ดร.จุลชีพ ชินวรรโณ นับตั้งแต่ตอนก่อตั้งวารสาร อาจารย์จุลชีพมีความเอาใจใส่และมักให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์เสมอ แม้ตัวเองมีภาระงานที่ต้องรับผิดชอบมากมาย ก่อนที่จะเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลเป็นเวลาต่อเนื่อง อาจารย์จุลชีพเป็นบุคคลที่มีความรักและความทุ่มเทให้แก่การทำงานวิชาการมาก อาจารย์ไม่เพียงหมั่นผลิตงานด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศออกมา แต่ยังพยายามฝึกฝนลูกศิษย์ให้เป็นบัณฑิตที่มีคุณภาพด้วย การจากไปของอาจารย์เมื่อวันที่ 11 สิงหาคมพ.ศ. 2564 ที่ผ่านมา จึงถือเป็นความสูญเสียอันใหญ่หลวงสำหรับวงการ
สังคมศาสตร์ในประเทศไทย รวมถึงวารสาร “รัฐศาสตร์นิเทศ” เอง อย่างไรก็ตามแน่นอนว่า ผลงานของอาจารย์ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับเรื่องนโยบายการทูตและทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จะยังคงเป็นแหล่งความรู้อันอุดมสำหรับนักศึกษาและใครก็ตามที่มีความสนใจต่อไปอีกเนิ่นนานอันที่จริง ควรเพิ่มเติมด้วยว่า ช่วงปี พ.ศ. 2563-2564 วารสาร “รัฐศาสตร์นิเทศ” ต้องเผชิญกับการสูญเสียที่ไม่มีใครอยากให้เกิดอย่างต่อเนื่อง คือเมื่อกลางปีที่แล้ว ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ภาคภูมิ ฤกขะเมธ เพิ่งจากไปก่อนวันอันควรอย่างกะทันหัน เท่ากับว่า ทางวารสารต้องเสียบรรณาธิการไปถึง 2 ท่านภายในเวลา 2 ปี นับเป็นเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบไม่น้อย โดยเฉพาะในด้านจิตใจมิพักกล่าวถึงสถานการณ์โรคระบาดที่ยิ่งสร้างอุปสรรคและแรงกดดันให้แก่ผู้เกี่ยวข้องในกระบวนการจัดทำวารสารทุกฝ่าย
กองบรรณาธิการ
วารสารรัฐศาสตร์นิเทศ