แม้ว่าในระยะหลังวารสารรัฐศาสตร์นิเทศจะจัดพิมพ์แต่บทความที่โน้มเอียงไปในสาขาวิชาบริหารรัฐกิจหรือรัฐประศาสนศาสตร์เสียมาก แต่อย่างน้อยเนื้อหาในฉบับนี้ได้มีบางบทความที่มีกลิ่นอายของการศึกษาความคิดทางการเมืองบ้าง ซึ่งก็คือบทความของ วันพัฒน์ ยังมีวัฒนา เรื่อง “ปากท้องกับประชาธิปไตย: วิพากษ์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล” การวิพากษ์วิจารณ์ในมิติทางวิชาการอย่างตรงไปตรงมานั้นไม่ใช่การกระทำที่วางอยู่บนฐานของความรังเกียจกันแต่อย่างใด หากแต่สำหรับนักวิชาการนั้น การวิพากษ์วิจารณ์กันคือการให้เกียรติและให้ความเคารพกันจนกระทั่งสร้างแรงผลักดันให้ผู้ที่สร้างบทวิพากษ์วิจารณ์ขึ้นมานั้นลงแรงเรียบเรียงข้อคิดเห็นอย่างเป็นระบบเพื่อต่อยอดทางความคิดอันนำไปสู่บทสนทนาระหว่างกัน ในแง่นี้ ไม่เพียงแต่ผู้ที่ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์จะได้ประโยชน์ หากแต่สังคมย่อมจะได้เรียนรู้จากบทสนทนาที่เกิดขึ้นดังกล่าวด้วย แน่นอนว่าท่าทีของการวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้จำเป็นที่จะต้องเกิดขึ้นผ่านภาษาดอกไม้ที่สร้างสรรค์แต่อย่างใด หลายครั้ง ท่าทีของการวิพากษ์วิจารณ์ด้วยวาจาเชือดเฉือนเกิดขึ้นได้เป็นเรื่องปกติ ทั้งนี้ หัวใจสำคัญของการวิพากษ์วิจารณ์ก็คือความพยายามให้ความสนใจต่อข้อวิพากษ์วิจารณ์มากกว่าท่าทีเพื่อที่จะได้ประโยชน์ในการตอบโต้อย่างตรงไปตรงมา
ในแง่นี้เอง สิ่งที่วันพัฒน์เขียนมาสะท้อนความเคารพของเขาที่มีต่อนักวิชาการที่ชื่อ “สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล” แน่นอนว่า ใครก็ตามที่สนใจประวัติศาสตร์หรือการเมืองไทยคงยากที่จะไม่เคยได้ยินชื่อของสมศักดิ์ นอกจากข้อเขียนในสื่อสังคมออนไลน์แล้ว สมศักดิ์มีคุณูปการอย่างไรกันแน่ในฐานะนักวิชาการด้านประวัติศาสตร์และสังคมศาสตร์ เป็นที่เลื่องลือกันดีว่าสมศักดิ์เป็นบุคคลที่วิพากษ์บุคคลอื่นด้วยวาจาเชือดเฉือนสม่ำเสมอ แต่เคราะห์ดีก็คือ แม้ว่าเขาจะจัดวางท่าทีการวิพากษ์วิจารณ์ของตนที่มีต่อผู้อื่นผ่านถ้อยคำที่ไม่รื่นหู แต่เขาดูจะไม่ยี่หระเมื่อได้รับการตอบโต้ด้วยท่าทีหยาบคายในทำนองเดียวกัน (แปลอย่างง่ายก็คือ ด่ามาด่ากลับได้ไม่ว่ากัน) กระนั้นก็ดี คุณสมบัติดังกล่าวอาจไม่ใช่คุณสมบัติที่ดีที่สุดของสมศักดิ์ในฐานะนักวิชาการด้านประวัติศาสตร์และสังคมศาสตร์ คำถามคือ คุณสมบัติข้อใดของสมศักดิ์กันแน่ที่ทำให้เขาอาจได้รับการกล่าวขานว่าเป็น “นักวิชาการที่ประเสริฐที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้” ของสังคมไทย คำตอบอาจจะไม่ใช่ท่าทีของเขาต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นเหตุให้เจ้าตัวต้องลี้ภัยทางการเมืองไปต่างแดน หากแต่เป็นความคงเส้นคงวาของเขาที่มีต่อหลักวิชาที่เขาเชื่อและยึดถือ ซึ่งไม่จำเป็นจะต้องถูกต้องหรือถูกใจผู้อื่นเสมอไป
ผู้ที่คุ้นชินงานเขียนของสมศักดิ์ โดยเฉพาะงานเขียนเก่าในวารสาร “ฟ้าเดียวกัน” “ศิลปวัฒนธรรม” หรือกระทั่ง “สารคดี” อาจรู้สึกคล้ายกันประการหนึ่งว่าภาษาการเขียนของสมศักดิ์ขาดความเป็นทางการ กล่าวคือ เขาไม่ลังเลที่จะใช้รูปประโยคที่ปรากฏตัวตนของผู้เขียน อาทิ “ผมคิดว่า” “ผมมองว่า” “โดยส่วนตัว” “ผมเชื่อว่า” หรือคำอื่นที่ไม่ค่อยปรากฏในงานเขียนทางวิชาการอย่างเป็นทางการในไทยมากนัก สมศักดิ์ยอมรับเองหลายในหลายโอกาสว่าเขาเองนั้นภาษาค่อนข้างแย่เมื่อเทียบกับเพื่อนนักวิชาการรุ่นราวคราวเดียวกัน (กรณีนี้ยังไม่นับว่าเขามีแนวโน้มใช้ภาษาอังกฤษสอดแทรกในงานเขียนที่ไม่เป็นทางการด้วย) อาจเป็นเพราะว่าสมศักดิ์มีความคงเส้นคงวาสูง โดยเฉพาะการนำเสนอข้อมูลที่สอดคล้องกับหลักวิชาและความคิดของตนทำให้เขาไม่ได้รู้สึกถึงความจำเป็นที่จะต้องเคลือบข้อเสนอต่าง ๆ ของเขาด้วยภาษาอันสวยหรู กล่าวคือ แทนที่จะลบตัวตนของผู้เขียนออกจากงานเขียนใดก็ตาม สมศักดิ์เขียนชัดเจนอย่างตรงไปตรงมาว่าข้อเสนอที่กล่าวมาเป็นของเขา และไม่พยายามที่จะชักจูงให้ผู้อื่นคล้อยตามด้วยการอาศัยโวหารทางภาษา และด้วยเหตุนี้ การอ่านข้อเขียนของสมศักดิ์จึงไม่ได้ต้องระแวดระวังภาษาที่สละสลวย ซึ่งอาจสร้างความเคลิบเคลิ้มและคล้อยตามได้โดยง่าย หากแต่ว่าผู้อ่านสามารถกระโจนเข้าไปพิจารณาเหตุผลของเขาได้ทันทีโดยไม่ต้องอ่านระหว่างบรรทัดมากนัก
บทบาทของสมศักดิ์ในหน้าสื่อสังคมออนไลน์ยุคปัจจุบันอาจทำให้ผู้ที่เกิดไม่ทันพาลคิดไปว่าสมศักดิ์เป็นนักเคลื่อนไหว นักกิจกรรม หรือกระทั่งนักการเมืองวัฒนธรรม จริงอยู่ที่มนุษย์ปุถุชนคนหนึ่งสามารถเป็นหลายอย่างพร้อมกันได้ ตัวอย่างเช่น นักวิชาการสามารถสวมหมวกนักการเมืองวัฒนธรรมควบคู่กันไปโดยประนีประนอมหลักการบางอย่าง แต่ในกรณีของสมศักดิ์ ดูเหมือนน้ำหนักจะเทไปที่ความเป็นนักวิชาการมากกว่าจะเป็นนักเคลื่อนไหว นักกิจกรรม หรือนักการเมืองวัฒนธรรม เพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น อาจเพราะเขามีความคงเส้นคงวาต่อข้อคิดของตนที่พิจารณาร่วมกันกับหลักวิชาบางอย่างที่ยึดถือ อันที่จริงแล้ว กว่า 7 ทศวรรษที่ผ่านมา นักวิชาการคนสำคัญคนหนึ่งชื่อ Hans Morgenthau ได้เขียนไว้ในหนังสือชิ้นสำคัญของเขาที่ชื่อ Scientific Man Vs. Power Politics ว่า สังคมศาสตร์นั้นยากที่จะเที่ยงตรงคงเส้นคงวานั่นเป็นเพราะว่าเงื่อนไขทางสังคมต่างสร้างเงื่อนไขบางประการต่อนักวิชาการทางสังคมศาสตร์โดยเฉพาะการเลือกเฟ้นวิธีวิทยา ข้อสันนิษฐาน หรือทฤษฎี ซ้ำร้ายไปกว่านั้น ในบางสังคม บางประเด็นไม่สามารถได้รับการศึกษาได้โดยปราศจากความเสี่ยง ดังที่ Morgenthau เขียนว่า
“In all societies certain social problems cannot be investigated at all, or only at the risk of jeopardizing life, liberty, property, and the pursuit of happiness…No Russian economist is likely to arrive publicly at the conclusion that capitalism is superior to communism, nor is an American professor of economics likely to maintain the reverse position” (Morgenthau 1946, 140)
จะเห็นได้ว่า บริบทตัวอย่างที่ Morgenthau ยกขึ้นมาคือบริบทในช่วงต้นสงครามเย็นที่การแข่งขันเชิงอุดมการณ์ทางเศรษฐกิจเข้มข้นอย่างยิ่งระหว่างทุนนิยมและคอมมิวนิสต์ ในช่วงเวลาดังกล่าว นักเศรษฐศาสตร์ชาวอเมริกันคงยากที่จะชื่นชมระบบเศรษฐกิจแบบคอมมิวนิสต์ เพราะจะนำพามาซึ่งความรังเกียจและภัยอันตรายจากรัฐจากการกล่าวหาว่าเป็นผู้นิยมคอมมิวนิสต์ ฉะนั้นเอง สำหรับ Morgenthau นักวิชาการสังคมศาสตร์จึงเผชิญหน้ากับทางเลือกสองทางระหว่างยอมปิดตาข้างหนึ่งเพราะกังวลต่อแรงกดดันทางสังคม หรือว่ายอมเสี่ยงเผชิญหน้ากับแรงกดดันทางสังคมเพื่อที่จะกล่าวความจริง ระหว่างสองทางเลือกนี้ Morgenthau มองว่า
“Few will decide for the former alternative, fewer will still choose the latter. The great majority of social scientists will try to satisfy society and scientific conscience at the same time. They will remain within the limits of scientific endeavour which society has marked out as safe; and their intellectual courage or lack of it will be measured according to whether they exhaust these limits and advance to the signposts which read, ‘Stop or advance at your own risk.’” (Morgenthau 1946, 143)
กล่าวคือ น้อยคนนักที่จะยอมที่จะปิดตาข้างเดียวเพราะพวกเขาจะปิดตาทั้งหมดเพื่อลดแรงกดดันทางสังคม แต่ที่น้อยไปกว่านั้นคือ นักวิชาการทางสังคมศาสตร์ที่พร้อมจะนำเสนอความจริงที่ตนเองเชื่อตามหลักวิชาแต่ขัดต่อความเชื่อส่วนใหญ่ของคนในสังคม ไม่ว่าสังคมที่ว่าจะเป็นสังคมขนาดใหญ่หรือสังคมในแวดวงวิชาการก็ตาม หากมองในแง่นี้เอง นักวิชาการที่หากได้ยากยิ่งอาจมีแนวโน้มที่จะยึดถือหลักคิดที่ว่า หน้าที่ประการสำคัญของพวกเขาไม่ใช่การที่จะสร้างความนิยมที่ผู้อื่นอาจมีต่อตนเอง แต่คือการนำเสนอความคิดเชิงวิพากษ์โดยไม่ยี่หระต่อเสียงค่อนขอดหรือก่นด่าจากสังคมไม่ว่าจะเป็นภาคส่วนใดก็ตาม
แม้ว่าตัวอย่างที่อาจแสดงให้เห็นถึงคุณสมบัติข้างต้นของสมศักดิ์อาจปรากฏมากมายตามสื่อสังคมออนไลน์ แต่เพื่อคงความเป็นวิชาการไว้ จึงขอยกข้อเขียนบางส่วนของเขามาเพื่อชี้ให้เห็นสรรพคุณข้างต้น ในหนังสือ ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้าง ซึ่งเป็นหนังสือรวมบทความของสมศักดิ์ ในบทความชิ้นหนึ่งที่ชื่อ “ความผิดพลาดทางประวัติศาสตร์ของปรีดี พนมยงค์” เขาได้เขียนวิพากษ์เอาไว้ว่าความพยายามของปรีดีในการผลักดันแผนเค้าโครงเศรษฐกิจทำลาย
“ความเป็นไปได้ที่จะสร้างแนวร่วมที่กว้างขวางที่สุด (broadest coalition) ในหมู่ผู้นำ (elite) ไทยในขณะนั้น...‘เค้าโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ’ ของปรีดี ทำให้ความเป็นไปได้นี้หมดไป เป็นความจริงที่ว่า ส่วนสำคัญของวิกฤตการณ์นั้นก็คือการที่พระยามโนฯ กับพวกปิดสภา และพระองค์เจ้าบวรเดชก่อกบฏ ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย (ในกรณีแรกนั้น ควรรำลึกด้วยว่า พระยาพหลฯกับหลวงพิบูลฯได้ร่วมเซ็นชื่อให้ผิดสภา คือร่วมทำผิดกฎหมายด้วย)...นโยบายต่อชาวนา ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักที่แท้จริงของ ‘เค้าโครง’ และก็ในประเด็นนี้แหละที่อาจกล่าวได้ว่า ปรีดีมีลักษณะ ‘ซ้าย’ เสียยิ่งกว่าพวกบอลเชวิคในรัสเซียก่อนสมัยสตาลิน ” (สมศักดิ์ 2544, 4-5)
เมื่อพิจารณาให้ดี (สังเกตด้วยว่าภาษาเขียนขาดความเป็นทางการและมักมีสอดแทรกคำภาษาอังกฤษมาบ้าง) ไม่เพียงแค่สมศักดิ์นำเสนอแนวทางการประเมินประวัติศาสตร์ของตน หากแต่ยังเสนอข้อเท็จจริงบางประการด้วยเช่นกัน กล่าวคือ เขาไม่ได้พยายามฟอกขาวให้กับบุคคลใดในทางประวัติศาสตร์ หรือไม่ได้พยายามนำบุคคลเหล่านี้มาเป็นสัญลักษณ์การต่อสู้ทางการเมืองในยุคสมัยของเขาแต่อย่างใด หากแต่สมศักดิ์ได้ทำหน้าที่ของตนในฐานะนักวิชาการอย่างแท้จริง ซึ่งก็คือการพิจารณาข้อเท็จจริงพร้อมนำเสนอบทวิเคราะห์ของตนอย่างรอบด้านทั้งที่ทราบดีว่าแวดวงคนศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองไทยหรือกระทั่งแวดวงนักวิชาการที่นิยมปรีดีหรือผู้นำคณะราษฎรอย่างเช่นพระยาพหลฯ และ จอมพล ป. พิบูลสงครามมีอยู่ไม่น้อย ยิ่งไม่นับว่าตัวสมศักดิ์เองก็ยังเคยเป็นอาจารย์ที่ธรรมศาสตร์อีกเช่นกัน
ในอีกหนึ่งตัวอย่างคงไม่พ้นกรณีข้อเขียนของสมศักดิ์ต่อกรณีเหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 ซึ่งตีพิมพ์ออนไลน์ในเว็บไซต์ “the101world” ในบทความที่ชื่อ “‘6 ตุลา’ คืออะไร” ซึ่งเราอาจนับว่าเป็นเอกสารทางประวัติศาสตร์ชิ้นหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าวด้วยนั้น สมศักดิ์เขียนในฐานะที่เป็นทั้งบุคคลที่มีส่วนร่วมในเหตุการณ์และอดีตนักประวัติศาสตร์ ข้อความที่สมศักดิ์เปิดบทความนั้นตรงไปตรงมาและไม่ต้องอาศัยภาษาสลวยแต่อย่างใด:
“6 ตุลาคืออะไร? คำตอบที่ป็อปปูลาร์คือ ‘อาชญากรรมที่ก่อโดยรัฐ’ ถ้าเช่นนั้นเมื่อนักศึกษาสามพันกว่าคนเข้าป่าจับอาวุธมาเข่นฆ่าเจ้าหน้าที่บ้างคืออะไร? เรียกว่าเป็นการแก้แค้น? ไม่ถือเป็นอาชญากรรมด้วย เพราะเป็นการแก้แค้น?? ผู้ที่คิดตามให้ดี ๆ จะพบว่า มันออกจะชอบกล ๆ อยู่ ถ้านี่เป็นการแก้แค้นไม่ใช่อาชญากรรม ดังนั้นถ้าเราฆ่าเจ้าหน้าที่ไปจบครบจำนวนคนเท่ากันก็ถือว่า ‘หายกัน’? ถ้าเช่นนั้นจะต้องถือเป็นอาชญากรรมของรัฐที่ยังต้องชำระอะไรเล่า? หรือถือว่าเป็นอาชญากรรมอยู่ ที่เราแก้แค้นครบแล้วไม่นับ ยังต้องชำระอาชญากรรมอยู่? การนับเช่นนี้ออกจะชอบกล ๆ แท้ที่จริงแล้วคำว่า ‘อาชญากรรมของรัฐ’ นั้นเราไปยืมมาจากฝรั่งโดยไม่ดูปริบทของเรื่องให้แน่ชัด ถ้าเราเรียกเสียใหม่ว่า นี่คือ ‘สงครามกลางเมืองระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยกับรัฐไทย’ จะตรงกับเหตุการณ์มากกว่า” (สมศักดิ์ 2568, https://www.the101.world/rethinking-oct6/)
คำถามหนึ่งที่ยากจะหลีกเลี่ยงเมื่ออ่านข้อคิดเห็นข้างต้นก็คือ ข้อเขียนของสมศักดิ์สะท้อนความเป็นตัวละครที่เกี่ยวกับเหตุการณ์ 6 ตุลาคมของตนเอง หรือสะท้อนความเป็นนักวิชาการ (ที่หาได้ยากยิ่งตามมาตรวัดของ Morgenthau) มากกว่ากันแน่ หากเราใคร่ครวญให้ดีก็จะมองเห็นว่าแท้ที่จริงแล้ว หากสมศักดิ์ไม่เขียนในลักษณะดังกล่าว คนทั่วไปในสังคมวิชาการก็อาจมองเหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519 เฉกเช่นเดียวกันกับที่เข้าใจกันในหมู่คนทั่วไปได้ แทนที่สมศักดิ์จะเลือกเก็บวิธีการตีความประวัติศาสตร์ของตนเอาไว้ให้ตายไปกับตัวเอง เขากลับเปิดกล่องแพนโดราท้าทายไม่เพียงแต่นักศึกษาหรือบุคคลทั่วไป หากแต่ยังท้าทายนักวิชาการบางกลุ่มอีกด้วย ซึ่งเขาเองได้ทิ้งท้ายเอาไว้ว่า “6 ตุลาถูกทำให้ ‘คลุมเครือ’ และ ‘ลืมไม่ได้ จำไม่ลง’ โดยคนรุ่นหลังนี่แหละ ได้เวลา (เกินเวลา)ที่คนรุ่นหลังจะศึกษามันอย่างเป็นจริง เลิก ‘รำลึก’ ถึงมันในฐานะที่เป็นอะไรที่มันไม่ใช่เรื่องจริง” (สมศักดิ์ 2568, https://www.the101.world/rethinking-oct6/)
ท้ายนี้ เราจะเข้าใจสมศักดิ์ได้อย่างไรกันแน่ ข้าพเจ้าไม่อาจตอบได้เท่ากับผู้ที่ศึกษาฐานคิดทางวิชาการและวิธีคิดทางการเมืองของสมศักดิ์ได้เท่ากับ วันพัฒน์ ยังมีวัฒนา เป็นแน่ อีกทั้งข้าพเจ้าก็ไม่แน่ใจอีกเช่นกันว่าสมศักดิ์เป็นนักวิชาการทางประวัติศาสตร์และสังคมศาสตร์ที่หากได้ยากยิ่ง (หรือประเสริฐที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้) ดังที่ Morgenthau กล่าวไว้หรือไม่ บทบรรณาธิการชิ้นนี้จึงขอปิดท้ายด้วยข้อเขียนอันยืดยาวพอสมควรของ ศุภมิตร ปิติพัฒน์ ที่ศึกษาสมศักดิ์ในฐานะประกาศกร่วมสมัย ศุภมิตรบรรยายถึงสมศักดิ์เอาไว้อย่างชวนคิดว่า
“วิธีการวิพากษ์ของสมศักดิ์ที่ชี้ให้เห็นข้อจำกัดของบุคคลในประวัติศาสตร์ด้วยการแสดงออกมาในรูปของ Irony ก็ดี หรือด้วยการเสนอข้อเท็จจริงและวิพากษ์อย่างตรงไปตรงมาก็ดี อาจมีผลเป็นการทำลายภาพปฏิมางดงามของบุคคลในประวัติศาสตร์หลายต่อหลายคนลงไป ทำให้หลายคนอาจรู้สึกว่า เขาจะไม่เหลือใครไว้ให้เคารพกราบไหว้ได้เลยละหรือ แต่อันที่จริงการศึกษาเชิงวิพากษ์แบบนี้ ซึ่งช่วยให้เราตระหนักถึงข้อจำกัดและความบกพร่องที่มีอยู่ในคุณความดีหรือในคุณสมบัติของคนคนนั้นต่างหาก ที่ทำให้บุคคลในเวทีประวัติศาสตร์กลายเป็นมนุษย์เหมือนกันกับเรา ที่ทำให้เราสามารถเคารพเขาได้อย่างแท้จริง มิใช่เพราะความเป็นคนดีสมบูรณ์แบบของเขาที่ถูกวาดขึ้นมาเพื่อให้เราเคารพ...และที่สำคัญ มันทำให้บุคคลในประวัติศาสตร์ เช่น ปรีดีหรือป๋วย รวมทั้งบุคคลอื่น ๆ สามารถคงทนต่อการถูกพิสูจน์ตรวจสอบโดยยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงค่านิยมของมันไปด้วยอยู่เสมอ และโดยการเปลี่ยนแปลงนั้น ไม่มีทางที่ใครจะสามารถรักษาใครไว้ให้บริสุทธิ์โดยไม่ด่างพร้อยอยู่ตลอดไปได้ เมื่อเทียบกันแล้ว การหาทางปกป้องเกียรติคุณของบุคคลในประวัติศาสตร์ด้วยการห้ามวิพากษ์วิจารณ์ ด้วยการยกย่องเชิดชูขึ้นไปเป็นประดุจรูปเคารพ ด้วยการสดุดีแซ่ซ้องสรรเสริญแต่เพียงด้านเดียว ด้วยความปรารถนาที่จะเหลือบุคคลที่สามารถเคารพกราบไหว้ได้สนิทใจ กลับจะเป็นอันตรายต่อเกียรติคุณของบุคคลนั้นในระยะยาว เพราะด้วยวิธีการเช่นนั้น มันทำให้ข้อเท็จจริง การเข้าใจมูลเหตุความเป็นมา และการให้ความหมายจำนวนมากถูกละเลยไป ” (ศุภมิตร 2555, 337-338)
พีระ เจริญวัฒนนุกูล
เผยแพร่แล้ว: 30-04-2026