รูปแบบพัฒนาการชมรมผู้สูงอายุในจังหวัดเชียงใหม่
DOI:
https://doi.org/10.14456/rcmrj.2017.209652คำสำคัญ:
รูปแบบพัฒนาการ, ชมรมผู้สูงอายุ, ความเข้มแข็งบทคัดย่อ
การวิจัยเรื่อง รูปแบบของพัฒนาการชมรมผู้สูงอายุในจังหวัดเชียงใหม่ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพัฒนาการและผลจากพัฒนาการชมรมผู้สูงอายุในจังหวัดเชียงใหม่โดยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพที่ประยุกต์ใช้การวิจัยเพื่อท้องถิ่น การวิจัยเชิงปฏิบัติการ และการวิเคราะห์แบบมีส่วนร่วมที่ใช้ศึกษากับ 38 ชมรมผู้สูงอายุในจังหวัดเชียงใหม่ จากกลุ่มผู้ให้ข้อมูลทั้งสิ้น 456 คน ประกอบด้วย ประธานชมรม เลขานุการชมรม สมาชิกชมรม และภาคีเครือข่าย ซึ่งมีการจัดเก็บข้อมูลด้วยแบบสัมภาษณ์เชิงลึกอย่างมีโครงสร้าง ตั้งแต่ปี พ.ศ.2559 -2560 ผลวิจัยพบว่า 1) พัฒนาการชมรมผู้สูงอายุในจังหวัดเชียงใหม่ มีการรวมกลุ่มในชุมชนเพื่อจัดตั้งชมรมที่หน่วยงานรัฐสนับสนุนโครงการในลักษณะแบบพี่เลี้ยง มีกิจกรรมออกกำลังกายและนันทนาการเป็นหลัก โดยใช้การวางแผน การดำเนินงาน และการติดตามประเมินผลอย่างง่ายๆ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากการพูดคุยของสมาชิกและการดำเนินงานของชมรม มาสรุปชี้แจงให้กับสมาชิกในทุกระยะ รวมทั้งใช้เทคโนโลยีเข้ามาชี้แจงหรือแจ้งข่าวสารให้กับสมาชิกทราบ ซึ่งมีทิศทางพัฒนาการชมรมที่เริ่มจากครอบครัว รวมกลุ่มกันเป็นชุมชน แล้วสร้างเครือข่ายระหว่างกลุ่มจนกลายเป็นสังคมดิจิทัล 2) ผลจากพัฒนาการชมรมผู้สูงอายุในจังหวัดเชียงใหม่ ทำให้เกิดการมีส่วนร่วมของผู้นำและร่วมในการคิดเห็นของสมาชิก การปฏิบัติงานที่เต็มใจ และการวิจัยการดำเนินกิจกรรมของชมรมที่มีความคิดริเริ่ม เรียนรู้ร่วมกันในแบบ “We can do it by ANONG” โดยมีปัจจัยดังนี้ คือ Willing (ความเต็มใจ) Exploration (การสำรวจ) Cognition (ความรู้ความเข้าใจ) Action (การกระทำ) Notice (การประกาศเผยแพร่) Decoration (การแสวงหาแนวทางร่วมกัน) Outstanding (ความโดดเด่น) Interesting (ความน่าสนใจ) Team in technology (ทีมงานเทคโนโลยี) Again (การริเริ่มกิจกรรม) New (การทำสิ่งใหม่ๆ) Opinion (ร่วมแสดงความคิดเห็น) Natural (สร้างกิจกรรมเป็นแบบธรรมชาติ) และ Good will (การมุ่งมั่นทำในสิ่งที่ดีๆ)
Downloads
เอกสารอ้างอิง
กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร. สำนักงานสถิติแห่งชาติ. 2557. การสำรวจประชากรผู้สูงอายุประเทศไทย 2557. กรุงเทพฯ: บริษัท เท็กซ์แอนด์เจอร์รัล พับลิเคชั่น จำกัด.
กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่งคงของมนุษย์. สำนักงานส่งเสริมสวัสดิภาพและพิทักษ์เด็ก เยาวชน ผู้ด้อยโอกาส และผู้สูงอายุ. สำนักส่งเสริมและพิทักษ์ผู้สูงอายุ. 2556. พระราชบัญญัติ ผู้สูงอายุ พ.ศ.2546. พิมพ์ครั้งที่ 7. ม.ป.ท.: โรงพิมพ์เทพเพ็ญวานิสย์.
กองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ และองค์การเฮลพ์เอจ อินเตอร์เนชั่นแนล. ม.ป.ป.. สูงวัยในศตวรรษที่ 21 : การเฉลิมฉลองและความท้าทาย บทสรุปสำหรับผู้บริหาร. (เอกสารอัดสำเนา).
เกรียงศักดิ์ ซื่อเลื่อม สมชาย วิริภิรมย์กูล ปราณี สุทธิสุคนธ์ และจํารูญ มีขนอน. (2554). คุณภาพชีวิตที่ดีของผู้สูงอายุไทย. วารสารควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข, 37(3) (ก.ค.-ก.ย. 54), 222-228.
ธีระวุฒิ อรุณเวช. 2550. แนวทางการพัฒนางานผู้สูงอายุตามยุทธศาสตร์การพัฒนาสังคม 2550 กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์. (ระบบออนไลน์). แหล่งข้อมูล: https://www.m-society.go.th/article_attach/8937/11107.doc (17 กรกฎาคม 2560)
บรรลุ ศิริพานิช. 2539. ชมรมผู้สูงอายุ : การศึกษารูปแบบและการดำเนินงานที่เหมาะสม. นนทบุรี: กระทรวงสาธารณสุข.
ปิยฉัตร ทองแพง. 2554. รูปแบบการพัฒนาธุรกิจท่องเที่ยวสำหรับผู้สูงอายุ กรณีศึกษาผู้สูงอายุ
ภาคกลาง. ดุษฎีนิพนธ์การจัดการดุษฎีบัณฑิต สาขาการจัดการธุรกิจ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต.
พัชรี ตันติวิภาวิน. 2555. บทบาทภาครัฐในการเสริมสร้างผู้สูงอายุให้เป็นพลังทาง เศรษฐกิจและ
สังคม. ดุษฎีนิพนธ์ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต.
รัชดา พรพิไลสวัสดิ์. 2548. การมีส่วนร่วมของสมาชิกชมรมผู้สูงอายุในการส่งเสริมสุขภาพ : ศึกษาเฉพาะกรณีอำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม. วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (รัฐศาสตร์) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.
รัตนะ บัวสนธ์. 2551. ปรัชญาวิจัย. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
รุจิรางค์ แอกทอง.(2549).การปรับตัวของผู้สูงอายุในเขตเทศบาลนครปฐม จังหวัดนครปฐม. วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต จิตวิทยาชุมชน บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร.
วุฒิชัย สุขวิริยานนท์. (2549). การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะกระบวนการทำงานกลุ่มของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่ได้รับการเรียนรู้แบบร่วมมือกันรูปแบบ STAD. วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาคณิตศาสตร์ศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น.
ศศิพัฒน์ ยอดเพชร เล็ก สมบัติ ณัฏฐพัชร สโรบล และธนิกานต์ ศักดาพร. 2555. ลักษณะการดำเนินงานและกิจกรรมชมรมผู้สูงอายุ. รายงานวิจัยคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ: JPRINT2.
ศิริรัตน์ ปานอุทัย และลินจง โปธิบาล. 2552. รายงานผลการวิเคราะห์สถานการณ์ผู้สูงอายุใน
จังหวัดเชียงใหม่. โครงการศึกษาสถานการณ์ผู้สูงอายุในประเทศไทย ศูนย์ความเป็นเลิศทางการพยาบาลด้านผู้สูงอายุ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
ศิริวรรณ เสรีรัตน์ และคณะ. 2552. การบริหารการตลาดยุคใหม่. กรุงเทพฯ: ธรรมสาร.
สำนักงานปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์. 2557. ประชากรสูงอายุไทย : ปัจจุบันและอนาคต. เอกสารประมวลสถิติด้านสังคม 1/2558 พฤศจิกายน 2557. ม.ป.ท.: ม.ป.พ.
สำนักงานปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์. ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร. 2557. ประชากรสูงอายุไทย : ปัจจุบันและอนาคต. เอกสารประมวลสถิติด้านสังคม 1/2558. พิมพ์ครั้งที่ 1. ม.ป.ท.: ม.ป.พ.
สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเชียงใหม่. 2560. ทะเบียนองค์กร
สาธารณประโยชน์จังหวัดเชียงใหม่. (เอกสารอัดสำเนา).
สุภางค์ จันทวานิช. 2547. วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
Hawkins, Del I., Best, Roger J. and Coney, Kenneth A. 2003. Consumer Behavior : Building Marketing Strategy. 8nd ed. New York: McGraw-hill.
Kossuth, P. M., and Bengtson, V. 1988. Sociological Theories of Aging: Current Perspectives and Future Directions. In Birren, J. E., and Bengtson, V. L., eds., Emergent Theories of Aging. (online). Retrieved from: http://www.medrounds.org/encyclopedia-of-aging/2005/12 /activity-theory.html. (17 November 2016)
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
1. บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ใน “Community and Social Development Journal” ถือเป็นลิขสิทธิ์ของ Community and Social Development Journal มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ และเพื่อให้เผยแพร่บทความได้อย่างเหมาะสมผ่านสื่อสิ่งพิมพ์และอิเล็กทรอนิกส์ ผู้เขียนยังคงถือครองลิขสิทธิ์บทความที่ตีพิมพ์ภายใต้ใบอนุญาต Creative Commons Attribution (CC BY) ซึ่งอนุญาตให้เผยแพร่บทความซ้ำในแหล่งอื่นได้ โดยอ้างอิงต้องอ้งอิงบทความในวารสาร ผู้เขียนต้องรับผิดชอบในการขออนุญาตผลิตซ้ำเนื้อหาที่มีลิขสิทธิ์จากแหล่งอื่น
2. เนื้อหาบทความที่ปรากฏในวารสารเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยตรง ซึ่งกองบรรณาธิการวารสารไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยหรือร่วมรับผิดชอบใดๆ



