การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่ได้รับการจัดการเรียนตามแนวทางสะเต็มศึกษาร่วมกับแผนผังความคิด

Main Article Content

สินธวัช ราชครุฑ
ประสาท เนืองเฉลิม

บทคัดย่อ

งานวิจัยนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนที่ได้รับการเรียนรู้ตามแนวทางสะเต็มศึกษาร่วมกับแผนผังความคิด กลุ่มเป้าหมายคือนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านนาตากางจำนวน 13 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่แผนการจัดการเรียนรู้ตามแนวทางสะเต็มศึกษาร่วมกับแผนผังความคิดเรื่อง แรงไฟฟ้าและพลังงานไฟฟ้าทั้งหมด 6 แผน 12 ชั่วโมง แบบทดสอบวัดความคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยปรากฎพบว่า นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนการสอนตามแนวทางสะเต็มศึกษาร่วมกับแผนผังความคิด ในวงจรปฏิบัติการที่ 1นักเรียนมีคะแนนความคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์โดยรวมมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 6.28 จากคะแนนเต็ม18 คะแนน ระดับความคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์อยู่ในระดับต่ำ คิดเป็นร้อยละ 33.76 วงจรปฏิบัติการที่ 2 การจัดการเรียนรู้ตามแนวทางสะเต็มศึกษาร่วมกับแผนผังความคิดที่ได้พัฒนาปรับปรุงแก้ไขจากวงจรปฏิบัติการที่ 1 นักเรียนมีคะแนนความคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์โดยรวมมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 10.54 จากคะแนนเต็ม 18 คะแนน ระดับความคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์อยู่ในระดับปานกลาง คิดเป็นร้อยละ 58.55 วงจรปฏิบัติการที่ 3 การจัดการเรียนรู้ตามแนวทางสะเต็มศึกษาร่วมกับแผนผังความคิดที่ได้พัฒนาปรับปรุงแก้ไขจากวงจรปฏิบัติการที่ 2 นักเรียนมีคะแนนความคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์โดยรวมมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 13.62 จากคะแนนเต็ม 18 คะแนน ระดับความคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์อยู่ในระดับสูง คิดเป็นร้อยละ 75.64

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
ราชครุฑ ส., & เนืองเฉลิม ป. (2025). การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่ได้รับการจัดการเรียนตามแนวทางสะเต็มศึกษาร่วมกับแผนผังความคิด. วารสารมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม, 19(2), 52–62. สืบค้น จาก https://so05.tci-thaijo.org/index.php/rmuj/article/view/283046
ประเภทบทความ
บทความวิจัย

เอกสารอ้างอิง

ธิตยา คำควร. (2558). ความคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์และ ความแตกต่างระหว่างเพศที่ส่งผลต่อความคิด สร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 4. ในการประชุมทางวิชาการของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ครั้งที่ 53, 31–38. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.

มนตรี จุฬาวัฒนทล. (2556). การศึกษาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีวิศวกรรมและคณิตศาสตร์ หรือ “สะเต็ม”. กรุงเทพฯ:โชติกา บิสเน็ส พริ้นท์ จำกัด.

รพีพล อินสุพรรณ และ ประสาท เนืองเฉลิม. (2563).การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 4 โดยการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ตามแนวทางสะเต็มศึกษา. วารสารมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา, 15(2), 162-170.

สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. (2560). มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ตามหลักสูตรเเกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2511 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560). กรุงเทพฯ: สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี.

สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.). (2562). การจัดสาระการเรียนรู้กลุ่มวิทยาศาสตร์หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน. กรุงเทพฯ: สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี.

สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2560). แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560-2579. กรุงเทพฯ: พริกหวานกราฟฟิค จำกัด.

สุวิมล ว่องวาณิช. (2543). รายงานการวิจัยเรื่องการวิจัยและพัฒนาระบบการประเมินผลภายในของสถานศึกษา. กรุงเทพฯ: วี.ที.ซี. คอมมิวนิเคชั่น.

ไสว ฟักขาว. (2544). การจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง. กรุงเทพฯ: เอมพันธ์.

Buzan, T., and Buzan, B. (1996). The mind map book: How to Use Radiant Thinking to Maximize Your Brain’s Untapped Potential. New York: Plume Books: 96-97.

Hu, W., Adey, P., & London, C. (2002). A scientific creativity test for secondary school students. International Journal of Science Education, 24(4), 389-403.

Nuangchalerm, P. (2018). Investigating views of STEM primary teachers on STEM education. Chemistry: Bulgarian Journal of Science Education, 27(2), 208-217.

Nuangchalerm, P., Prachagool, V., El Islami, R.A.Z. & Abdurrahman.(2020).Contribution of integrated learning through STEM education in ASEAN countries. Jurnal Pendidikan Progresif, 10(1), 11-21.

Onsee, P. & Nuangchalerm, P. (2019). Developing critical thinking of grade 10 students through inquiry-based STEM learning. Jurnal Penelitian dan Pembelajaran IPA, 5(2), 132-141.