การพัฒนาความเข้าใจมโนทัศน์ เรื่อง โครงสร้างอะตอมและตารางธาตุ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ด้วยเทคโนโลยีความจริงเสริม
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาความเข้าใจมโนทัศน์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/5 เรื่อง โครงสร้างอะตอมและตารางธาตุ โดยใช้สื่อการเรียนรู้ผ่านเทคโนโลยีความจริงเสริม กลุ่มเป้าหมายคือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/5 จำนวน 34 คน ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 ที่มีปัญหาความเข้าใจมโนทัศน์ในระดับที่ไม่เข้าใจมโนทัศน์และระดับเข้าใจมโนทัศน์คลาดเคลื่อน ทำการวิจัยเชิงปฏิบัติการ 4 วงรอบปฏิบัติการ เครื่องมือวิจัย ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง โครงสร้างอะตอมและตารางธาตุ จำนวน 4 แผนการเรียนรู้เวลาเรียน 12 ชั่วโมง 2) แบบวัดความเข้าใจมโนทัศน์ เรื่อง โครงสร้างอะตอมและตารางธาตุ ชนิดปรนัยแบบสองตอน ตอนที่ 1 เป็นคำตอบแบบเลือกตอบ 4 ตัวเลือก และตอนที่ 2 เป็นการให้เหตุผลประกอบตอนที่ 1 วงจรปฏิบัติการละ 10 ข้อ รวมเป็น 40 ข้อ และ3) แบบสัมภาษณ์ความเข้าใจมโนทัศน์ระหว่างการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
ผลการวิจัยพบว่า การทำวิจัยเชิงปฏิบัติการแต่ละวงรอบ นักเรียนมีแนวโน้มด้านความเข้าใจมโนทัศน์ในระดับที่ถูกต้องแต่ไม่สมบูรณ์ (PU) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้ง 4 วงรอบปฏิบัติการมีนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์ระดับความเข้าใจมโนทัศน์ในระดับที่ถูกต้องแต่ไม่สมบูรณ์ (PU) คิดเป็นร้อยละ 35.29, 44.11, 67.65 และ 70.59 ตามลำดับ สะท้อนให้เห็นว่าพัฒนาการด้านความเข้าใจของนักเรียนที่เกิดขึ้น เป็นปัจจัยชี้วัดการพัฒนามโนทัศน์ของนักเรียนจากการใช้สื่อการเรียนรู้ผ่านเทคโนโลยีความจริงเสริมอย่างมีประสิทธิภาพ
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
1. บทความที่ลงตีพิมพ์ทุกเรื่องได้รับการตรวจทางวิชาการโดยผู้ประเมินอิสระ ผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) สาขาที่เกี่ยวข้อง อย่างน้อย 3 ท่าน ในรูปแบบ Double blind review
2. ข้อคิดเห็นใด ๆ ของบทความที่ลงตีพิมพ์ในวารสารมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม นี้เป็นของผู้เขียน คณะผู้จัดทำวารสารไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย
3. กองบรรณาธิการวารสารมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม ไม่สงวนสิทธิ์การคัดลอกแต่ให้อ้างอิงแสดงที่มา
เอกสารอ้างอิง
ณัชธฤต เกื้อทาน. (2557). การพัฒนาแบบจำลองความคิดเรื่องพันธะเคมีของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ด้วยกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบจำลองเป็นฐาน [วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต ไม่ได้ตีพิมพ์]. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.
นวลจิตต์ เชาวกีรติพงศ์. (2537). ความคิดรวบยอดกับการเรียนการสอน. สารศึกษาการพิมพ์.
พีรพนธ์ ตัณฑ์จยะ. (2556). การเรียนรู้กระบวนการ routing protocol ด้วย augmented reality. วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย, 7(2), 51–56.
พัชรินทร์ ศรีพล, นพมณี เชื้อวัชรินทร์, & เชษฐ์ ศิริสวัสดิ์. (2556). การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและเจตคติต่อวิชาเคมีของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ที่ได้รับการสอนโดยใช้รูปแบบวัฏจักรการสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) ร่วมกับการเรียนแบบร่วมมือเทคนิค STAD. วารสารการศึกษาและการพัฒนาสังคม, 9(2), 71–82.
รัชนก กันชม. (2563). การพัฒนามโนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์ เรื่องการสืบพันธุ์ของพืชดอกและการเจริญเติบโต โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้นร่วมกับกลวิธีการเดินชมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (Gallery Walk) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5. วารสารการวัดผลการศึกษามหาวิทยาลัยมหาสารคาม, 26(1), 186–197.
โรงเรียนยางตลาดวิทยาคาร. (2566). รายงานการประเมินตนเองของสถานศึกษา โรงเรียนยางตลาดวิทยาคาร ปีการศึกษา 2566. โรงเรียนยางตลาดวิทยาคาร.
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2560). แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560–2579. พริกหวานกราฟฟิค.
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. (2562). ยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2561–2580. https://plan.prd.go.th/th/content/page/index/id/32627
สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ. (2566). บทสรุปผู้บริหารผลการวิเคราะห์ผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐานเพื่อพัฒนาการเรียนการสอน. https://www.niets.or.th/th/content/view/25982
สุเมธ ราชประชุม. (2561). เทคโนโลยีเสมือนจริงเพื่อการเรียนการสอนในยุคดิจิทัล. https://theceddigital.blogspot.com/2018/06/augmented-reality-technology-ar.html
Churches, A. (2008). 21st century pedagogy. http://edorigami.wikispaces.com/21st+Century+Pedagogy
Cockburn, A., & Littler, G. H. (2010). The upper students’ conceptions and misconceptions about photosynthesis in Khon Kaen. SEAMEO RECSAM, 84(4), 3–6.
Cooney, T. J., Davis, E. J., & Henderson, K. B. (1975). Dynamics of teaching secondary school mathematics. Houghton Mifflin.
Jones, B. L. (1990). Developing a taxonomy of science concepts based on a scale of empirical distance. Research in Science Education, 20, 161–170.
Kaufmann, H. (2007). Raumvorstellungstraining mit augmented reality: Wer profitiert vom Einsatz neuer Technologie. https://www.ims.tuwien.ac.at/publications/tuw-139961
Kemmis, S., & McTaggart, R. (1988). The action research planner (3rd ed.). Deakin University Press.
Klopfer, L. E. (1971). Evaluation of learning in science. In Handbook on formative and summative evaluation of student learning. McGraw-Hill.
Rabia, M. Y. (2016). Educational magic toys developed with augmented reality technology for early childhood education. Computers in Human Behavior, 54, 240–248.
Saidin, N. F., Halim, N. D. A., & Yahaya, N. (2015). A review of research on augmented reality in education: Advantages and applications. International Education Studies, 8(13), 1–16.
Taber, K. S., & Coll, R. K. (2002). Chemical bonding. In J. K. Gilbert, O. De Jong, R. Justi, D. F. Treagust, & J. H. Van Driel (Eds.), Chemical education: Towards research-based practice (pp. 213–234). Springer.
Yunus, F. W., & Ali, Z. M. (2012). Urban students’ attitude towards learning chemistry. Procedia - Social and Behavioral Sciences, 68, 295–304.