การพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหา ตามแนวคิดฮิวริสติกส์และทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ เรื่อง เศษส่วน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4

Main Article Content

ธนิตา ราชชมภู
ทินกร อัตไพบูลย์
สฤษดิ์ ศรีขาว

บทคัดย่อ

     การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดฮิวริสติกส์ร่วมกับทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ เรื่อง เศษส่วน และ 2) เปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหาหลังเรียนระหว่างนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดฮิวริสติกส์และทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้กับนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบปกติ เรื่อง เศษส่วน กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 โรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดนครพนม จำนวน 2 ห้องเรียน ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดฮิวริสติกส์และทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ จำนวน 15 แผน แผนละ 1 ชั่วโมง 2) แผนการจัดการเรียนรู้แบบปกติ จำนวน 15 แผน แผนละ 1 ชั่วโมง โดยทั้ง 2 แผนมีระดับความเหมาะสมเฉลี่ยอยู่ในช่วง 4.67-5.00 ซึ่งหมายถึง มีความเหมาะสมมากสุด และ 3) แบบทดสอบความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ แบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 25 ข้อ มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) อยู่ระหว่าง .67-1.00 ค่าความยากง่าย (P) อยู่ระหว่าง .54-.88 ค่าอำนาจจำแนก (B) อยู่ระหว่าง .33-.68 และค่าความเชื่อมั่น (equation ) ของแบบทดสอบทั้งฉบับ เท่ากับ .81 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบค่าที โดย Dependent Sample t-test ใช้ในการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยในกลุ่มเดียวกัน 2 ครั้ง และ Independent t-test ใช้ในการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยระหว่างสองกลุ่มที่เป็นอิสระต่อกัน ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดฮิวริสติกส์และทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ มีความสามารถในการแก้ปัญหาหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 2) ความสามารถในการแก้ปัญหาหลังเรียนของนักเรียนกลุ่มดังกล่าว สูงกว่ากลุ่มที่เรียนแบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


 

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
ราชชมภู ธ., อัตไพบูลย์ ท., & ศรีขาว ส. (2026). การพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหา ตามแนวคิดฮิวริสติกส์และทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ เรื่อง เศษส่วน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4. วารสารมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม, 20(1), 264–275. สืบค้น จาก https://so05.tci-thaijo.org/index.php/rmuj/article/view/288501
ประเภทบทความ
บทความวิจัย

เอกสารอ้างอิง

กรมวิชาการ. (2551). สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย.

กฤษฎา วรพิน, วิชัย เสวกงาม, และอัมพร ม้าคนอง. (2562). การพัฒนากระบวนการเรียนการสอนตามแนวคิดการตั้งปัญหาและการคิดแบบฮิวริสติกส์ เพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น. วารสารครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 47(1), 1–20. https://so02.tci-thaijo.org/index.php/EDUCU/article/view/179702

จารุณี วิชาชัย. (2566). การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดการสร้างองค์ความรู้ตามแนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ร่วมกับสื่อสังคมออนไลน์เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหา รายวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน (ค11101) สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1. วารสารการบริหารการศึกษา มมร.วิทยาเขตร้อยเอ็ด, 3(2), 166–178. http://ojs.mbu.ac.th/index.php/RJGE/article/view/2213

ทิศนา แขมมณี. (2566). ศาสตร์การสอน (พิมพ์ครั้งที่ 26). จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

บุญชม ศรีสะอาด. (2560). สถิติการวิจัย (พิมพ์ครั้งที่ 5). สุวีริยาสาส์น.

ปพิชญา ยิ้มชัยประเสริฐ, และรัตนา ศรีทัศน์. (2566). การพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาและการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ เรื่อง ทศนิยม การหารทศนิยมที่เน้นการคิดแบบฮิวริสติกส์ร่วมกับเทคนิครวมกันคิดของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดทะเลบก (หลวงพ่อเบี้ยว-สูตะบุตรอุปถัมภ์). วารสารวิชาการสถาบันพัฒนาพระวิทยากร, 6(4), 96–107. https://so06.tci-thaijo.org/index.php/tmd/article/view/264824

ไพศาล วรคำ. (2562). การวิจัยทางการศึกษา: Educational research (พิมพ์ครั้งที่ 10). ตักสิลาการพิมพ์.

โรงเรียนเรณูวิทยาคาร. (2566). รายงานผลการประเมินตนเองของสถานศึกษา ปีการศึกษา 2566. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 1.

สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ. (2567). สรุปการทดสอบ O-NET ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2566. https://www.niets.or.th/th/content/view/26058

สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. (2560). คู่มือการใช้หลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560). สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี.

อุทัยรัตน์ เอี่ยมศรี, และชาญณรงค์ เฮียงราช. (2556). การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ตามรูปแบบการจัดการเรียนรู้คอนสตรัคติวิสต์ โดยใช้เทคนิคระดมสมองและโปรแกรม The Geometer’s Sketchpad เป็นเครื่องมือช่วยในการเรียนรู้ที่ส่งเสริมทักษะความคิดสร้างสรรค์ เรื่อง ความสัมพันธ์และฟังก์ชัน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4. วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น, 36(4), 167–177. https://so02.tci-thaijo.org/index.php/EDKKUJ/article/view/50424/41700

เดลานี, ฮิวจ์. (2019). การศึกษาสำหรับศตวรรษที่ 21: การพัฒนาทักษะคือหัวใจสำคัญของการศึกษา. https://shorturl.asia/j3f4P

ฮัสน๊ะฮ์ มุ่งมาตร, และอมรรัตน์ สนั่นเสียง. (2564). การศึกษาผลการจัดการเรียนรู้ตามแนวทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ที่มีต่อความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3. วารสารการบริหารนิติบุคคลและนวัตกรรมท้องถิ่น, 7(5), 153–166. https://so04.tci-thaijo.org/index.php/jsa-journal/article/view/247276

Cobb, P., Wood, T., & Yackel, E. (1991). A constructivist approach to second grade mathematics. In E. von Glasersfeld (Ed.), Radical constructivism in mathematics education (pp. 157–176). Springer.

Floyd, C. (2002). Mathematical problem solving in the classroom. McGraw-Hill.

Fosnot, C. T. (2013). Constructivism: Theory, perspectives, and practice (2nd ed.). Teachers College Press.

Krulik, S., & Rudnick, J. A. (1993). Reasoning and problem solving: A handbook for elementary school teachers. Allyn and Bacon.

Schoenfeld, A. H. (1985). Mathematical problem solving. Academic Press.

Steffe, L. P., & Thompson, P. W. (2000). Teaching-learning interactions: Constructivist teaching experiments in mathematics education. In R. Lesh & A. E. Kelly (Eds.), Handbook of research design in mathematics and science education (pp. 267–306). Lawrence Erlbaum Associates.