ISSN: 3057-1324 (Online)

วารสารรัชต์ภาคย์ (Rajapark Journal) เป็นวารสารวิชาการในเครือสถาบันรัชต์ภาคย์ ได้รับการรับรองคุณภาพวารสารวิชาการจากศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย Thai-Journal Citation Index Center: TCI เป็นวารสารกลุ่มที่ 2 (สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์) ระหว่างปี 2568-2572 วารสารมีความมุ่งมั่นส่งเสริมการศึกษาค้นคว้าวิจัยสร้างองค์ความรู้ใหม่ และเผยแพร่บทความที่มีคุณภาพของนักวิชาการ นักวิจัย และนิสิต นักศึกษาทั้งภายในและภายนอกสถาบัน ครอบคลุมสาขารัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ นิติศาสตร์ บริหารการศึกษา บริหารธุรกิจ บัญชี การจัดการ การท่องเที่ยว ศิลปศาสตร์ และศิลปวัฒนธรรมสร้างสรรค์ โดยเปิดรับบทความวิจัยและบทความวิชาการ ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ทุกบทความผ่านการพิจารณาคุณภาพจากผู้ทรงคุณวุฒิ (double-blind peer review) จำนวน 3 ท่าน ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้องและมาจากหลากหลายสถาบัน โดยมิได้เป็นสถาบันเดียวกันกับเจ้าของบทความ และดำเนินงานตามหลักจริยธรรมและจรรยาบรรณวารสารวิชาการไทย

แจ้งปรับเปลี่ยนระยะเวลาเผยแพร่ และใช้ ISSN ใหม่

2025-03-11

วารสารรัชต์ภาคย์ (Rajapark Journal) แจ้งสมาชิกวารสารทุกท่าน ในปี 2568 นี้ ทางวารสารได้ปรับเปลี่ยนระยะเวลาเผยแพร่ จากเดิมราย 2 เดือน 6 ฉบับ/ปี  เปลี่ยนเป็นราย 3 เดือน 4 ฉบับ/ปี

ในการนี้ได้ดำเนินการยกเลิกเลขมาตรฐานสากล ISSN: 1905-2243 (Print) สิ้นสุด ณ ปีที่ 18/2567

และใช้เลขมาตรฐานสากล ISSN: 3057-1324 (Online) ซึ่งเป็นเลขใหม่ เริ่มปีที่ 19 ฉบับที่ 62 เดือน มกราคม-มีนาคม 2568 เป็นต้นไป

Vol. 20 No. 68 (2026): July - September

วารสารรัชต์ภาคย์ (Rajapark Journal) ปีที่ 20 ฉบับที่ 68 กรกฎาคม – กันยายน 2569 เป็นวารสารวิชาการในเครือสถาบันรัชต์ภาคย์ ได้รับการรับรองคุณภาพวารสารวิชาการจากศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย Thai-Journal Citation Index Center: TCI เป็นวารสารกลุ่มที่ 2 (สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์) ระหว่างปี พ.ศ. 2568-2572

ท่ามกลางพลวัตของการบริหารรัฐกิจสมัยใหม่ที่ทวีความซับซ้อน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องเผชิญกับความท้าทายในการแปลงความต้องการของประชาชนไปสู่การจัดทำนโยบาย แผนงาน และบริการสาธารณะแม้ว่าประเทศไทยจะมีการพัฒนากฎหมายและช่องทางการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างต่อเนื่องผ่านกลไก “ประชารัฐ” ทว่าในทางปฏิบัติ การมีเวทีหรือช่องทางให้ประชาชนเข้าร่วมนั้น มิได้เป็นหลักประกันว่าเสียงของประชาชนจะเชื่อมโยงไปสู่การตัดสินใจสาธารณะได้อย่างมีความหมายโดยอัตโนมัติ โครงสร้างทางสถาบันและเงื่อนไขทางการบริหารระดับท้องถิ่นยังคงเป็นข้อจำกัดที่ส่งผลต่อโอกาสและขีดความสามารถของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการเข้ามามีบทบาทอย่างแท้จริง การเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมโดยที่ข้อเสนอไม่สามารถเชื่อมโยงกับการตัดสินใจได้จริง อาจก่อให้เกิดความผิดหวังและบั่นทอนความไว้วางใจที่ประชาชนมีต่อหน่วยงานของรัฐทิศทางระดับสากลจึงมุ่งเน้นความสำคัญของการยกระดับการมีส่วนร่วม จากเพียงการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นเชิงรูปแบบ ไปสู่กระบวนทัศน์ “ประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ” และ “ธรรมาภิบาลเชิงความร่วมมือ” ที่ผู้เกี่ยวข้องสามารถเข้าถึงข้อมูล แลกเปลี่ยนเหตุผล และเชื่อมโยงข้อเสนอเข้าสู่กระบวนการตัดสินใจได้อย่างเป็นรูปธรรม

ด้วยตระหนักถึงช่องว่างทางวิชาการและการปฏิบัติงานดังกล่าว วารสารรัชต์ภาคย์ฉบับนี้จึงขอนำเสนอบทความวิจัยที่มีความลุ่มลึกและโดดเด่นอย่างยิ่ง เรื่อง “การพัฒนาพลังประชารัฐแบบปรึกษาหารือเพื่อเสริมสร้างธรรมาภิบาลและประชาธิปไตยท้องถิ่นอย่างยั่งยืนในพื้นที่ภาคตะวันออกของประเทศไทย” ของ ธัญญาธร แย้มสุนทร และ รุ่งรัตนา เจริญจิตต์ งานวิจัยชิ้นนี้ได้ก้าวข้ามการวิเคราะห์การมีส่วนร่วมเชิงปริมาณแบบดั้งเดิม ที่มักให้ความสำคัญกับจำนวนผู้เข้าร่วมหรือจำนวนกิจกรรม ไปสู่การตั้งคำถามเชิงวิพากษ์ถึงคุณภาพของข้อมูล ความเสมอภาคของเสียง และความสามารถในการดำเนินการร่วมกันระหว่างภาคส่วน จากการบูรณาการระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน ผู้วิจัยได้ค้นพบข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ว่า ปัญหาแกนกลางของการมีส่วนร่วมในระดับท้องถิ่นมิใช่การขาดแคลนเวที แต่คือ “ช่องว่างของการเชื่อมโยง” ระหว่างเสียงของประชาชนกับอำนาจในการตัดสินใจ

ข้อค้นพบดังกล่าวนำไปสู่การสังเคราะห์องค์ความรู้ใหม่ ที่มีคุณูปการสูงต่อการพัฒนารัฐประศาสนศาสตร์สมัยใหม่ นั่นคือ “ตัวแบบการบริหารแบบมีส่วนร่วมเชิงปรึกษาหารือ” (Participatory Deliberative Governance Model PDGM) ตัวแบบ PDGM ได้อธิบายห่วงโซ่การเชื่อมโยงทางการบริหารอย่างเป็นระบบผ่าน 4 กระบวนการต่อเนื่อง ได้แก่ 1) การมีส่วนร่วม ที่มุ่งเน้นความครอบคลุมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 2) การปรึกษาหารือ ที่เน้นการแลกเปลี่ยนข้อมูลและเหตุผลภายใต้ความเสมอภาค 3) การตัดสินใจร่วม ที่นำข้อเสนอเข้าสู่การกำหนดแผนและงบประมาณอย่างเป็นรูปธรรม และ 4) ผลลัพธ์ด้านธรรมาภิบาล ที่ก่อให้เกิดความโปร่งใส ความรับผิดชอบ และความชอบธรรมในการบริหาร องค์ความรู้ใหม่นี้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ความโปร่งใสมิได้หมายถึงเพียงการเปิดเผยข้อมูลเอกสารแต่ต้องครอบคลุมถึง “ความโปร่งใสของเส้นทางการตัดสินใจ” ที่ประชาชนสามารถติดตามสถานะของข้อเสนอและได้รับฟังเหตุผลชี้แจงตอบกลับจากภาครัฐอย่างเป็นระบบ ตัวแบบ PDGM จึงถือเป็นนวัตกรรมเชิงนโยบายที่เปลี่ยนผ่านการมีส่วนร่วมเชิงสัญลักษณ์ ให้กลายเป็นกลไกธรรมาภิบาลที่ตรวจสอบได้ อันเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างความยั่งยืนให้แก่ประชาธิปไตยท้องถิ่นอย่างแท้จริง ดังภาพ

กองบรรณาธิการวารสารรัชต์ภาคย์ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า บทความวิชาการในฉบับนี้จะช่วยจุดประกายแนวคิดและเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนานโยบายสาธารณะ พร้อมทั้งขอสนับสนุนนักวิชาการและนักวิจัยทุกท่านในการสร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณค่าเพื่อขับเคลื่อนสังคมและประเทศชาติต่อไป

ดร. ธันยนันท์ จันทร์ทรงพล

บรรณาธิการ

Published: 2026-09-30

Perceived Value Affecting the Intention to Adopt TikTok Applications Among the Baby Boomer Generation

Unchalee Ketchan, Darinthip Makka , Pichai Latthasaksiri, JI hai Jiao, Thitipong Niyomsat

155-174

View All Issues