การจัดการห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตรปลอดภัยของ บริษัท เชียงใหม่วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด
Main Article Content
บทคัดย่อ
การศึกษาวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแบบแผนและลักษณะของการบริหารจัดการ ความเชื่อมโยงและความสัมพันธ์ในห่วงโซ่อุปทาน ปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นในห่วงโซ่อุปทานของสินค้าเกษตรปลอดภัย โดย บริษัท เชียงใหม่วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด ประชากรที่ใช้ในการศึกษาใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง คือ กลุ่มเกษตรกร บ้านแม่ขี้มูก ตำบลบ้านทับ อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 33 ครัวเรือน ผู้บริหารและบุคลากรของ บริษัทเชียงใหม่วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด มูลนิธินวัตกรรมเกษตรอินทรีย์ไทย ที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนงาน ใช้เครื่องมือคือแบบสัมภาษณ์เชิงลึก การเข้าร่วมสังเกตการณ์ ผู้วิจัยใช้วิธีการวิเคราะห์เอกสารเนื้อหา นำเสนอข้อมูลด้วยวิธีการพรรณนา สำหรับข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์ ใช้วิธีการวิเคราะห์แบบอุปนัย โดยนำข้อมูลมาเรียบเรียงและจำแนกอย่างเป็นระบบ
ผลของการศึกษาพบว่า ประชากรผู้ให้การสัมภาษณ์เป็นเพศชาย จำนวน 28 ราย เพศหญิง จำนวน 5 ราย ส่วนใหญ่มีช่วงอายุ 61 ปีขึ้นไป จำนวน 19 ราย คิดเป็นร้อยละ 57.58 มีอาชีพรองจากอาชีพเกษตรกรรมคือการทอผ้าของสมาชิกในครัวเรือน จำนวน 16 ราย คิดเป็นร้อยละ 48.48 มีที่ดินถือครองมากที่สุด 21 ไร่ ขึ้นไป จำนวน 12 ราย คิดเป็นร้อยละ 36.36 ผลการศึกษาเชิงคุณภาพพบว่าการบริหารจัดการและความสัมพันธ์ในระดับห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตรปลอดภัย มีสอดคล้องกับแบบจำลอง SCOR model คือ การวางแผน มีการนำเอาระบบ เกษตรพันธสัญญามาปรับใช้กับชุมชน การจัดซื้อจัดหาโดยการให้โค้วต้า กับผู้รวบรวมผลผลิตแต่ละราย โดยพิจารณาปริมาณการสั่งซื้อจากความสามารถในกำลังการผลิต การผลิต ที่มอบหมายให้เกษตรกรในเครือข่ายทำการผลิตสินค้า เพื่อให้ได้ปริมาณตามที่บริษัทต้องการ การขนส่งโดยมีการคัดแยกผลผลิตในเบื้องต้น และจัดส่งให้กับบริษัท เพื่อทำการตรวจสอบผลผลิตก่อนจะทำการบรรจุผลผลิตลงบรรจุกัณฑ์ และการส่งคืนซึ่งแม้ในเบื้องต้นยังไม่มีการส่งคืนสินค้า แต่มีการเตรียมการสร้างหลักประกันสินค้าสำหรับลูกค้า ปัญหาและอุปสรรคของการบริหารจัดการหลักจะมาจากปัจจัยด้านเกษตรกร และ องค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการที่เกี่ยวเนื่องกับเกษตรกรเป็นหลัก
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความวิจัยนี้เป็นของลิขสิทธิ์
เอกสารอ้างอิง
กาญจนา สมมิตร. (2557). สถานการณ์ธุรกิจเพื่อสังคมภายใต้บริบททุนทางสังคมในอำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่. วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยฟาอิสเทอร์น, 7(2), 120-131.
ณัฐพล บัวเปลี่ยนสี. (2561). การจัดการห่วงโซ่อุปทานของสินค้าผักเบอร์ 8 เพื่อยกระดับศักยภาพของกลุ่มเกษตรกรในอำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา. วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์, 38(4), 52-65.
พลอยพิม ศัลยพงษ์. (2550). การปรับปรุงประสิทธิภาพกระบวนการผลิตโดยใช้แนวคิดของการจัดการโซ่อุปทานสำหรับอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์จากผึ้ง. (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมอุตสาหการ) เชียงใหม่: มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
สุธาทิพย์ เลิศวิวัฒน์ชัยพร. (2561). การบริหารจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทานให้กับเกษตรกรชาวนาแห้ว จังหวัดสุพรรณบุรี.(งานวิจัย) กรุงเทพฯ: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.).
เรืองเดช วงศ์หล้า และคณะ. (2556). โครงการศึกษาและพัฒนาระบบการจัดการธุรกิจเกษตร: มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์กับเครือข่ายเกษตรกร องค์กรท้องถิ่นจังหวัดอุตรดิตถ์และภาคี. (งานวิจัย) กรุงเทพ : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)
ศศิธร ฟักคง และปิยะฉัตร จารุธีรศานต์. (2558). การศึกษาการจัดการโซ่อุปทานมะพร้าวน้ำหอม: กรณีศึกษามะพร้าวน้ำหอมสวนลุงแดง จังหวัดฉะเชิงเทรา. วารสารวิชาการการตลาดและการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี, 2(1), 48-59.
สุจิตราภรณ์ จุสปาโล. (2560). แนวทางในการจัดการห่วงโซ่อุปทานผักปลอดสารพิษของวิสาหกิจชุมชนท่าสะอ้าน อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา.วารสารการพัฒนาชุมชนและคุณภาพชีวิต, 5(1), 155-162.
หฤทัย อาษากิจ. (2564). การพัฒนาระบบการบริหารจัดการธุรกิจชุมชนบ้านแม่ขี้มูก อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่. วารสารบริหารธุรกิจและศิลปศาสตร์ ราชมงคลล้านนา, 9(1), 47-58.
Barny, J. B. & Hestery, W. S. (2006). Strategic Management and Competitive Advantage, USA: Prentice Hall.
Denzin, N. K. (1970). Sociological Methods. A source Book. Chicago: Aldine.
Jiao, H. (2011). A conceptual model for social entrepreneurship directed toward social impact on society. Social Enterprise Journal, 7(2), 130-149.
Lai, K.-H., Ngai, E.W.T. and Cheng, T.C.E. (2004). An empirical study of supply chain performance in transport logistics., Int. J. Production Economics, 87(3), 321-331.