การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการวัดเพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม อย่างยั่งยืนในเขตภาคเหนือตอนบน
DOI:
https://doi.org/10.14456/rcmrj.2020.235921คำสำคัญ:
รูปแบบการบริหารจัดการวัด, การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน, เขตภาคเหนือตอนบนบทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการบริหารจัดการวัด 2) ทดลองและประเมินการทดลองใช้รูปแบบการบริหารจัดการวัด และ 3) ปรับปรุงรูปแบบการบริหารจัดการวัดเพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างยั่งยืนในเขตภาคเหนือตอนบน การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research and evelopment) กลุ่มตัวอย่าง คือเจ้าอาวาสวัด พระลูกวัดที่ช่วยงานบริหาร และกรรมการวัดหรือมัคนายก จำนวน 213 คน/รูป และนักท่องเที่ยว จำนวน 200 คน เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินการวิจัย ได้แก่ 1) แบบสัมภาษณ์เจ้าอาวาสวัด พระลูกวัด และกรรมการวัดหรือมัคนายก เพื่อศึกษาบริบทของวัด วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา 2) แบบสอบถามเพื่อตรวจสอบความเป็นไปได้ในการใช้รูปแบบฯ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการแจกแจงความถี่ และหาค่าร้อยละ 3) แบบสอบถามเพื่อวัดจิตสำนึกการอนุรักษ์ทรัพยากรการท่องเที่ยวและสิ่งแวดล้อมให้แก่ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย วิเคราะห์ข้อมูลโดยการแจกแจงความถี่ และหาค่าร้อยละ 4) แบบประเมินความพึงพอใจนักท่องเที่ยวต่อการบริหารจัดการวัดฯ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการแจกแจงความถี่ หาค่าร้อยละ และค่าเฉลี่ย 5) แบบสัมภาษณ์การมีส่วนร่วมในผลประโยชน์ให้แก่ชุมชนท้องถิ่นวิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา
ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1) การบริหารจัดการวัด เพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างยั่งยืนทั้งในเขตภาคเหนือตอนบน มีรูปแบบการบริหารจัดการ ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ดังต่อไปนี้ 1.1) การวางแผน ประกอบด้วย ศึกษาบริบทของวัด กำหนดวัตถุประสงค์หรือเป้าหมาย แนวทางปฏิบัติงาน ประเมิน ทบทวน ปรับแผน และการประชาสัมพันธ์ 1.2) การจัดองค์กร ประกอบด้วย กำหนดและแบ่งประเภทงาน และกระจายอำนาจ 1.3) การบริหารงานบุคคล ประกอบด้วย สรรหาหรือคัดเลือกบุคคล และอบรมหรือพัฒนาบุคลากร 1.4) การอำนวยการ ประกอบด้วย สื่อสารหรือการดำเนินงานตามแผน และภาวะผู้นำหรือมนุษยสัมพันธ์ 1.5) การกำกับ ดูแล ประกอบด้วย ตรวจสอบหรือติดตามผล และแก้ไข 2) ผลการทดลองใช้และประเมินการทดลองใช้รูปแบบการบริหารจัดการวัดฯ ใน 3 มิติ พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีจิตสำนึกการอนุรักษ์ทรัพยากรท่องเที่ยวและสิ่งแวดล้อมในทุกประเด็น นักท่องเที่ยวมีความพึงพอใจในทุกด้าน และชุมชนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในผลประโยชน์ฯ ทั้งรายได้และองค์ความรู้ โดยมีข้อเสนอแนะว่า ควรมีการประชาสัมพันธ์หลากหลายรูปแบบ และ 3) การปรับปรุงรูปแบบการบริหารจัดการวัดฯ ให้เพิ่มเติมหัวข้อการประชาสัมพันธ์ ในองค์ประกอบที่ 1 การวางแผน
Downloads
เอกสารอ้างอิง
กาญจนา แสงลิ้มสุวรรณ และศรันยา แสงลิ้มสุวรรณ. (2555). การท่องเที่ยวเชิงมรดกวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน. วารสารนักบริหาร, 32(4), 139-146.
คณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ. (2560). แผนพัฒนาการท่องเที่ยวแห่งชาติ ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2560 - 2564). กรุงเทพมหานคร: สำนักงานกิจการโรงพิมพ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก.
บุญเลิศ จิตตั้งวัฒนา และเพ็ญศิริ ศรีคำภา. (2557). การพัฒนาการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน. (พิมพ์ครั้งที่ 2). นนทบุรี: บริษัท ธรรมสารจำกัด.
พระธรรมโกศาจารย์ (ประยูร ธมฺมจิตฺโต). (2549). พุทธวิธีบริหาร. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
วรพล วัฒนเหลืองอรุณ, กริช สอิ้งทอง และอัศวินี ไชยวุฒิ. (2562). การศึกษาเอกลักษณ์เพื่อการท่องเที่ยวบนพื้นฐานของการจัดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน พื้นที่ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่. วารสารวิจัยราชภัฏเชียงใหม่, 20(2), 53-68.
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) . (2560). การบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม: เทคนิควิธีและการนำไปสู่การปฏิบัติ. (พิมพ์ครั้งที่ 1). กรุงเทพมหานคร: ศูนย์สื่อและสิ่งพิมพ์แก้วเจ้าจอม มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา.
Goeldner, R., & Ritchie, J. (2008). Tourism: principle, practice, philosophies. (11thed.). Hoboken, NJ: John Wiley & Sons.
Nation TV. (2558). ยูเนสโก้ขึ้นบัญชี “เชียงใหม่” รอประกาศเป็น “มรดกโลก”. สืบค้นจาก https://www.nationtv.tv/main/content/social/378465017/
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
1. บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ใน “Community and Social Development Journal” ถือเป็นลิขสิทธิ์ของ Community and Social Development Journal มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ และเพื่อให้เผยแพร่บทความได้อย่างเหมาะสมผ่านสื่อสิ่งพิมพ์และอิเล็กทรอนิกส์ ผู้เขียนยังคงถือครองลิขสิทธิ์บทความที่ตีพิมพ์ภายใต้ใบอนุญาต Creative Commons Attribution (CC BY) ซึ่งอนุญาตให้เผยแพร่บทความซ้ำในแหล่งอื่นได้ โดยอ้างอิงต้องอ้งอิงบทความในวารสาร ผู้เขียนต้องรับผิดชอบในการขออนุญาตผลิตซ้ำเนื้อหาที่มีลิขสิทธิ์จากแหล่งอื่น
2. เนื้อหาบทความที่ปรากฏในวารสารเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยตรง ซึ่งกองบรรณาธิการวารสารไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยหรือร่วมรับผิดชอบใดๆ



