ความคิดเห็นของครูและนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนการสอนตามเกณฑ์มาตรฐานสากลในโรงเรียนเอกชนคาทอลิก
DOI:
https://doi.org/10.14456/rcmrj.2017.209665คำสำคัญ:
การรับรู้, การศึกษามาตรฐานสากล, การศึกษาคาทอลิกบทคัดย่อ
การศึกษาความคิดเห็นของครูและนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนการสอนตามเกณฑ์มาตรฐานสากลในโรงเรียนเอกชนคาทอลิกมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของครูที่มีต่อการจัดการการเรียนการสอนมาตรฐานสากลในโรงเรียนเอกชนคาทอลิก 2) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนในการจัดการเรียนการสอนตามเกณฑ์มาตรฐานสากลในโรงเรียนเอกชนคาทอลิก และ 3) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบความคิดเห็นของครูและนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนการสอนตามเกณฑ์มาตรฐานสากลในโรงเรียนเอกชนคาทอลิก
ในการศึกษาดังกล่าวผู้วิจัยใช้การศึกษาเชิงสำรวจเป็นบุคลากรในกลุ่มโรงเรียนเอกชน คาทอลิก ได้แก่ กลุ่มครูผู้สอน จำนวน 590 คน และ กลุ่มนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน 746 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถามชนิดมาตรประมาณค่า 4 ระดับ
ผลการศึกษาพบว่าในภาพรวม ครูและนักเรียนมีความคิดเห็นต่อ โดยภาพรวมของการประเมินการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนมาตรฐานสากล มี ความคิดเห็นอยู่ในระดับ มาก มีค่าเฉลี่ย 2.82 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.50 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า กลุ่มครูและนักเรียนส่วนใหญ่มีความคิดเห็น ด้านการมีส่วนร่วมในโลกาภิวัฒน์ มากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ย 3.04 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.63 รองลงมา คือ ด้านการมีส่วนร่วมทางวัฒนธรรมและด้านการมีส่วนร่วมในปัญหาของโลก อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย 2.92, 2.91 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.60 และ 0.80 ตามลำดับ การศึกษาฉบับนี้ ช่วยให้ผู้บริหารโรงเรียนเอกชน คาทอลิค ได้ทราบความคิดเห็นของครูและนักเรียน ที่มีต่อการจัดการเรียนการสอน ตามเกณฑ์มาตรฐานสากล ในแต่ละด้านว่าอยู่ในระดับใด และ อาจจะใช้ข้อมูลดังกล่าวในการยกระดับการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนในกลุ่มให้เทียบเท่ามาตรฐานสากล ต่อไป
Downloads
เอกสารอ้างอิง
ชวนพิศ ทองทวี. (2536). “เอกสารประกอบการเรียนวิชาศึกษา 122”. จิตวิทยาการศึกษา.มหาสารคาม: วิทยาลัยครูมหาสารคาม.
ปรีชา เมธาวัสรภาคย์. (2556). ภาพลักษณ์ด้านคุณค่าของโรงเรียนอัสสัมชัญระยอง. สถาบันวิจัย มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ.
โสฬวรรณ อินทสิทธิ์. (2539). พัฒนาการด้านการรับรู้มิติต่างๆของเด็กอายุ 4-8 ปีจากสิ่งเร้าที่มีหลายมิติ. ปริญญานิพนธ์ กศ.ม (จิตวิทยาการศึกษา). กรุงเทพฯ : บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. ถ่ายเอกสาร.
Biddle, S. (2002) Internationalization : Rhetoric or of Reality. New York : American Council of Learned sociality.
Calder, M., and Smith, R. (1993), A Better World for All : development education for the classroom. Teacher’s notes, Smithfield: Alken Press.
Dede C, (2010). Comparing frameworks for 21st Century skills. In J.Bellance and R. Branndt (eds.), In 21st Century Skills: Rethinkhow students learn (pp.33 – 49).Bloominton, IN:Solution Tree Press.
De Wit, H. (2002). Internationalization of higher education in the United States of America and Europe. Westport, CT:Greenwood.
Gardner, H. (2010). Five minds for the future. In J. Bellance and R. Brandt (Eds.). 21 st century skills: Rethinking how students learn (pp. 336 – 49). Bloomington, in: Solution Tree Press.
Kniep, W. (1986), Defining a global education by its content’, Social Education 50 (3), 437 – 46
Kobus, D.K. (1992) , Multicultural /global education: an education agenda for the rights of the child, Social Education 56 (56), 224 – 7.
Merryfield, M.M. (1992), Preparing Social Studies teachers for the twenty – first century : perspectives, on program effectiveness from a study of six exemplary teacher education in global education, Theory and Research in Social Education 20 (1), 17 – 46.
Werner, W. (1996), Staring points for global education’, Canadian Social Studies 30 (4), 171 – 3.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
1. บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ใน “Community and Social Development Journal” ถือเป็นลิขสิทธิ์ของ Community and Social Development Journal มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ และเพื่อให้เผยแพร่บทความได้อย่างเหมาะสมผ่านสื่อสิ่งพิมพ์และอิเล็กทรอนิกส์ ผู้เขียนยังคงถือครองลิขสิทธิ์บทความที่ตีพิมพ์ภายใต้ใบอนุญาต Creative Commons Attribution (CC BY) ซึ่งอนุญาตให้เผยแพร่บทความซ้ำในแหล่งอื่นได้ โดยอ้างอิงต้องอ้งอิงบทความในวารสาร ผู้เขียนต้องรับผิดชอบในการขออนุญาตผลิตซ้ำเนื้อหาที่มีลิขสิทธิ์จากแหล่งอื่น
2. เนื้อหาบทความที่ปรากฏในวารสารเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยตรง ซึ่งกองบรรณาธิการวารสารไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยหรือร่วมรับผิดชอบใดๆ



