การพัฒนาการมีส่วนร่วมของชุมชนในการบริหารงานโรงเรียนอนุบาลเทศบาล ตำบลแม่อาย (บ้านเด่น) อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ โดยใช้เทคนิคการประชุมเชิงสร้างสรรค์
DOI:
https://doi.org/10.14456/rcmrj.2016.213917คำสำคัญ:
ประชุมเชิงสร้างสรรค์ (AIC), การบริหารการศึกษา, การพัฒนาการมีส่วนร่วม/การมีส่วนร่วมบทคัดย่อ
การวิจัยเรื่องการพัฒนาการมีส่วนร่วมของชุมชนในการบริหารงานโรงเรียนอนุบาลเทศบาลตำบลแม่อาย (บ้านเด่น) อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ โดยใช้เทคนิคการประชุมเชิงสร้างสรรค์ (AIC: Appreciation Influence Control) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพการมีส่วนร่วมของชุมชนในการบริหารงานโรงเรียน และเพื่อเสนอแนวทางการมีส่วนร่วมในการบริหารงานโรงเรียนอนุบาลเทศบาลตำบลแม่อาย (บ้านเด่น) อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษาสภาพการมีส่วนร่วมของชุมชนในการบริหารงานโรงเรียน โดยใช้แบบสอบถาม ได้แก่ คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ตัวแทนชุมชน และตัวแทนผู้ปกครองนักเรียน จำนวน 40 คน และกลุ่มเป้าหมาย เพื่อเสนอแนวทางการมีส่วนร่วมในการบริหารงานโรงเรียน โดยใช้คู่มือเทคนิคการประชุมเชิงสร้างสรรค์ (AIC) ได้แก่ คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ตัวแทนชุมชน และตัวแทนผู้ปกครองนักเรียน จำนวน 22 คน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้กระบวนการวิเคราะห์เชิงปริมาณ (Quantitative Analysis)โดยใช้สถิติค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis) โดยสรุปเป็นลักษณะความเรียง
ผลการวิจัยพบว่า
1. สภาพการมีส่วนร่วมของชุมชนในการบริหารงานโรงเรียน
1.1 การบริหารงานวิชาการ โดยภาพรวมชุมชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการศึกษาของโรงเรียนด้านการบริหารงานวิชาการเฉลี่ยทั้ง 3 กลุ่ม อยู่ในระดับมาก โดยกลุ่มคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานมีส่วนร่วมในการบริหารงานวิชาการในระดับมาก ส่วนกลุ่มตัวแทนชุมชน และกลุ่มตัวแทนผู้ปกครองนักเรียนมีส่วนร่วมในการบริหารงานวิชาการในระดับปานกลาง
1.2 การบริหารงานงบประมาณ โดยภาพรวมชุมชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการศึกษาของโรงเรียนด้านการบริหารงานงบประมาณเฉลี่ยทั้ง 3 กลุ่ม อยู่ในระดับมาก โดยกลุ่มคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน และกลุ่มตัวแทนชุมชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการด้านงบประมาณในระดับมาก กลุ่มตัวแทนผู้ปกครองนักเรียนมีส่วนร่วมระดับปานกลาง
1.3 การบริหารงานบุคคล โดยภาพรวมชุมชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการศึกษาของโรงเรียนด้านการบริหารงานบุคคลเฉลี่ยทั้ง 3 กลุ่ม อยู่ในระดับปานกลาง โดยกลุ่มคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานและกลุ่มตัวแทนชุมชนมีส่วนร่วมการบริหารงานบุคคลในระดับมาก ส่วนกลุ่มตัวแทนผู้ปกครองนักเรียนมีส่วนร่วมระดับปานกลาง
1.4 การบริหารงานทั่วไป โดยภาพรวมชุมชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการศึกษาของโรงเรียนด้านการบริหารงานทั่วไปเฉลี่ยทั้ง 3 กลุ่ม อยู่ในระดับมาก กลุ่มคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานมีส่วนร่วมในบริหารงานด้านการบริหารทั่วไปโดยเฉลี่ยมากกว่ากลุ่มอื่น รองลงมา ได้แก่ กลุ่มตัวแทนชุมชน และกลุ่มตัวแทนผู้ปกครองนักเรียน ตามลำดับ
2. แนวทางพัฒนาการมีส่วนร่วมของชุมชนในการบริหารงานโรงเรียนด้านการวางแผนพัฒนาการมีส่วนร่วมบริหารโรงเรียน โรงเรียนควรกำหนดวิสัยทัศน์เป็นโรงเรียนมุ่งจัดการศึกษาโดยให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในงานบริหารทั้ง 4 งาน ควรกำหนดพันธกิจ สร้างความเข้าใจในการจัดการศึกษาแก่ชุมชน ครู ผู้ปกครอง เปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง มีเป้าประสงค์ให้ชุมชนเข้ามีส่วนร่วมในการบริหารโรงเรียน ตั้งแต่ปีการศึกษา 2559 ควรมีการกำหนดยุทธศาสตร์ พัฒนากระบวนการมีส่วนร่วม พัฒนาความรู้ความเข้าใจการมีส่วนร่วมในการบริหารงานแก่บุคลากรของโรงเรียน พัฒนาความรู้ความเข้าใจของกลุ่มต่างๆ ที่จะเข้ามามีส่วนร่วมบริหารงานโรงเรียน ให้มีโครงการ 5 โครงการ ได้แก่ โครงการครู บุคลากรกางแขนรับการมีส่วนร่วมของชุมชน โครงการปรับมโนทัศน์ชุมชนกับการมีส่วนร่วมจัดการศึกษา โครงการวันแม่สานใจให้การศึกษา โครงการวันพ่อทอใจระดมทุน และโครงการเปิดโลกทัศน์ศึกษาดูงาน
ข้อมูลที่ได้จากการศึกษาช่วยให้ผู้ปกครอง ผู้นำชุมชน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานทราบถึงความสำคัญ และสามารถปรับบทบาทหน้าที่ของการเข้ามามีส่วนร่วมจัดการศึกษา สามารถสนับสนุน ส่งเสริม แก้ปัญหาการจัดการศึกษาของสถานศึกษา เพื่อสนองความต้องการของชุมชนได้
Downloads
เอกสารอ้างอิง
กระทรวงศึกษาธิการ. 2546. พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พร้อมกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์.
กาญจนา หาทรัพย์. 2553. การมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาของคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานในโรงเรียนแกลง “วิทยาสถาวร” สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (ชลบุรี-ระยอง) เขต 18. สารนิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการบริหารการศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย วิทยาลัยทองสุข.
ทศพล ผลทวีนุกูล. 2551. การมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ประถมศึกษานครปฐม เขต 1. วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาพัฒนศึกษา มหาวิทยาลัยศิลปากร.
ประภาพรรณ เส็งวงศ์. 2550. การพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ด้วยวิธีวิจัยในชั้นเรียน. กรุงเทพฯ: อี.เค.บุ๊คส์.
ปาริฉัตต์ กล่อมสกุล. 2550. สภาพและแนวทางการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองในการจัดการศึกษา: กรณีศึกษาโรงเรียนท้ายพิกุล. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี.
มาโนช จุลสุคนธ์. 2551. ความต้องการของผู้ปกครองด้านคุณภาพผู้เรียนตามมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐานโรงเรียนภัทรดล อำเภอโพธิ์ชัย จังหวัดร้อยเอ็ด. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฎมหาสารคาม.
โรงเรียนอนุบาลเทศบาลตำบลแม่อาย (บ้านเด่น). 2555. รายงานการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ประจำปีการศึกษา 2555. เชียงใหม่. (อัดสำเนา).
วรลักษณ์ พลรบ. 2550. การมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาของผู้ปกครองที่ส่งผลต่อการปฏิบัติงานตามมาตรฐานการศึกษาศูนย์พัฒนาเด็กเล็กของเทศบาล. วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยศิลปากร.
สมศักดิ์ ไชยโชติ. 2550. สภาพและปัญหาการจัดการเรียนร่วม ตามมาตรฐานการศึกษาพิเศษโรงเรียนเรียนร่วม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 3. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาพิเศษ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร.
สุภัทร ชูประดิษฐ์. 2550. วัฏจักร 5 ขั้นตอนของกระบวนการ AIC. (ระบบออนไลน์). แหล่งข้อมล: http://gotoknow.org./blog/communityblog/21663 (26 มิถุนายน 2551)
Luther Gulick. 1937. Paper on the Science of Administration. Clifton: Augustus M. Kelley.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
1. บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ใน “Community and Social Development Journal” ถือเป็นลิขสิทธิ์ของ Community and Social Development Journal มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ และเพื่อให้เผยแพร่บทความได้อย่างเหมาะสมผ่านสื่อสิ่งพิมพ์และอิเล็กทรอนิกส์ ผู้เขียนยังคงถือครองลิขสิทธิ์บทความที่ตีพิมพ์ภายใต้ใบอนุญาต Creative Commons Attribution (CC BY) ซึ่งอนุญาตให้เผยแพร่บทความซ้ำในแหล่งอื่นได้ โดยอ้างอิงต้องอ้งอิงบทความในวารสาร ผู้เขียนต้องรับผิดชอบในการขออนุญาตผลิตซ้ำเนื้อหาที่มีลิขสิทธิ์จากแหล่งอื่น
2. เนื้อหาบทความที่ปรากฏในวารสารเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยตรง ซึ่งกองบรรณาธิการวารสารไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยหรือร่วมรับผิดชอบใดๆ



