ปัจจัยจากการตั้งถิ่นฐานและพื้นที่ทำกินที่ส่งผลต่อการใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าและการจัดการไฟป่า
DOI:
https://doi.org/10.14456/rcmrj.2015.215086คำสำคัญ:
ไฟป่า, การจัดการไฟป่า, ไฟป่าในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนของประเทศไทยบทคัดย่อ
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพบริบทของชุมชนเกี่ยวกับการตั้งถิ่นฐานและพื้นที่ทำกินซึ่งมีความเกี่ยวพันโดยตรงต่อการใช้ประโยชน์พื้นที่ป่า ในลักษณะของการขยายบุกเบิกพื้นที่ป่าเพื่อเพาะปลูกพืชโดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ที่ส่งผลต่อการเกิดไฟป่าในพื้นที่ภาคเหนือตอน บนของประเทศไทย โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในงานวิจัยได้ใช้วิธีการคัดเลือกแบบเจาะจง ซึ่งกำหนดพื้นที่ตำบลจำนวน 16 แห่ง แบ่งเป็น ตำบลซึ่งตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ป่าอนุรักษ์ จำนวน 8 แห่ง และตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ จำนวน 8 แห่ง ที่มีจำนวนจุดความร้อนมากที่สุดจากข้อมูลของส่วนควบคุมไฟป่า กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งกำหนดค่าระดับความรุนแรงของจุดความร้อนของปี พ.ศ. 2556 (ช่วงเดือนมกราคม – เมษายน 2556) หลังจากนั้นได้คัดเลือกหมู่บ้านที่อยู่ติดหรืออยู่ในเขตพื้นที่ป่ามากที่สุด และผู้วิจัยได้ไปเก็บข้อมูลวิจัยในพื้นที่หมู่บ้านดังกล่าว
การศึกษาวิจัยมีตัวแปรต้น คือ ปัจจัยจากการตั้งถิ่นฐานและพื้นที่ทำกินของชุมชนซึ่งมีตัวบ่งชี้ ประกอบด้วย (1) ระยะเวลาการอยู่อาศัยในชุมชน (2) สัดส่วนการใช้พื้นที่เพาะปลูกในเขตพื้นที่ป่า และ (3) ความกระตือรือร้นในการป้องกันและดับไฟป่า โดยมีตัวแปรตาม คือ การใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าและการจัดการไฟป่า ทั้งนี้ได้กำหนดรูปแบบการวิจัยทั้งในเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ โดยวิธีวิจัยเชิงคุณภาพนั้นใช้เทคนิคการศึกษาชุมชนอย่างมีส่วนร่วม และการศึกษาข้อมูลเชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ เพื่อใช้ในการทดสอบสมมติฐานการวิจัยข้อที่ 1 และวิธีวิจัยเชิงปริมาณนั้นใช้สถิติการวิเคราะห์ Multiple Regression Analysis เพื่อหาความสัมพันธ์ของปัจจัยตัวแปรที่ส่งผลต่อความสามารถของชุมชนในการใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าและการจัดการไฟป่า เพื่อใช้ในการทดสอบสมมติฐานการวิจัยข้อที่ 2 ผลการวิจัยดังกล่าวข้างต้น พบว่า
1.ชุมชนทั้ง 16 หมู่บ้านในพื้นที่ป่าอนุรักษ์และพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติมีการพึ่งพิงป่าโดยการเข้าไปตั้งถิ่นฐานทำกินและขยายครัวเรือนในพื้นที่ป่าอย่างต่อเนื่อง และใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าโดยการเข้าไปเก็บหาของป่าประเภทพืชมากที่สุด คือ เห็ดทุกชนิด ผักหวาน และหน่อไม้ เป็นต้นคิดเป็นร้อยละ 66.20 รองลงมาคือประเภทสัตว์ ได้แก่ ตัวเงินตัวทอง ไข่มดแดง เป็นต้น คิดเป็นร้อยละ 33.80 ของประเภทของป่าที่ชุมชนเข้าไปเก็บหาของป่าทั้งหมด เป็นไปตามสมมติฐานการวิจัยข้อที่ 1 ที่ว่าชุมชนมีการพึ่งพิงและได้ประโยชน์จากการใช้วิถีชีวิตอยู่ร่วมกับป่า
2.ปัจจัยระยะเวลาการอยู่อาศัยในหมู่บ้านมีผลสัมพันธ์ต่อการมีส่วนร่วมของชุมชนในการป้องกันและดับไฟป่าทั้งในเขตพื้นที่ป่าอนุรักษ์และเขตพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ สำหรับปัจจัยสัดส่วนการใช้พื้นที่เพาะปลูกในเขตพื้นที่ป่า และปัจจัยความกระตือรือร้นในการป้องกันและดับไฟป่ามีผลสัมพันธ์ต่อการยอมรับและปฏิบัติตามกลไกการควบคุมทางสังคมในการป้องกันและดับไฟป่าที่ส่งผลต่อการใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าของชุมชนในระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 เป็นไปตามสมมติฐานการวิจัยข้อที่ 2 ที่ว่าปัจจัยจากการตั้งถิ่นฐานและพื้นที่ทำกินของชุมชนมีผลเชิงสัมพันธ์ต่อการใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าและการจัดการไฟป่าของชุมชนในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย
Downloads
เอกสารอ้างอิง
งานส่งเสริมเครือข่าย. 2544. การพัฒนาเครือข่ายสู่ความยั่งยืน. กองส่งเสริมและพัฒนาเครือข่าย สำนักงานส่งเสริมสวัสดิภาพและพิทักษ์เด็ก เยาวชน ผู้ด้อยโอกาส คนพิการ และผู้สูงอายุ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์.
ทวีศักดิ์ นพเกสร. 2557. การจัดกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม. (ออนไลน์). แหล่งที่มา http://www.esanphc.net/online/pl/pl.pdf. (12 มิถุนายน 2557)
ธนาคารแห่งประเทศไทย. 2550. รายงานภาวะเศรษฐกิจการเงินภาคเหนือ เดือนมีนาคม 2550. ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคเหนือ.
ธีระภัทรา เอกผาชัยสวัสดิ์. 2553. ชุมชนศึกษา. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
นงนภัส คู่วรัญญู เที่ยงกมล. 2553. สิ่งแวดล้อมและการพัฒนา เล่ม 1. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
นรินทร์ชัย พัฒนพงศา. 2538. การมีส่วนร่วม หลักการพื้นฐาน เทคนิค และกรณีตัวอย่าง. เชียงใหม่: ศิริลักษณ์การพิมพ์.
นเรศ ชมบุญ. 2546. ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการมีส่วนร่วมของชุมชนในการป้องกันไฟป่า กรณีศึกษาอุทยานแห่งชาติผาแต้ม จังหวัดอุบลราชธานี. รายงานการศึกษาอิสระหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาสังคมศาสตร์เพื่อการพัฒนา สถาบันราชภัฎมหาสารคาม.
บวรศักดิ์ อุวรรณโณ. 2544. ธรรมาภิบาลการมีส่วนร่วมของประชาชนและกระบวนการทางด้าน สิ่งแวดล้อม. กรุงเทพฯ: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.).
พนัส ทัศนียานนท์. 2543. ธรรมาภิบาล การมีส่วนร่วมของประชาชนและกระบวนการด้าน สิ่งแวดล้อม. เอกสารประกอบการสัมมนา สถาบันกฎหมายอาญา.
มูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน สำนักประสานงานภาคเหนือตอนบน. 2556. การจัดการไฟป่าในต่างประเทศ. (ออนไลน์). แหล่งที่มา http://www.tunkwan.com/index.php/ (8 กรกฎาคม 2556)
ระวี ถาวร และคณะ. 2551. ป่าชุมชน : กระบวนการเรียนรู้ในการจัดการทรัพยากรอย่างมีส่วนร่วมของสังคมไทย. ศูนย์ฝึกอบรมวนศาสตร์ชุมชนแห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.
วันชัย วัฒนศัพท์. 2547. ความขัดแย้งหลักการและเครื่องมือแก้ปัญหา. กรุงเทพฯ: สำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า.
ศศินา ภารา. 2550. ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. กรุงเทพฯ: บริษัท ส.เอเซียเพรส (1989) จำกัด.
ศูนย์วิจัยและจัดการคุณภาพอากาศ. 2554. การทบทวนวรรณกรรมไฟป่าและการเผาในพื้นที่การเกษตรและการจัดการ. มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
สุภางค์ จันทวานิช. 2552. การวิเคราะห์ข้อมูลในการวิจัยเชิงคุณภาพ. (พิมพ์ครั้งที่ 9). กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
เสถียร เชยประทับ. 2550. การสื่อสารและการพัฒนา. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
หาญณรงค์ เยาวเลิศ. 2555. การจัดการความขัดแย้งบนพื้นที่ป่า. (ออนไลน์). แหล่งที่มา http: //www.thaipublica.org/2012/11/harnnarong-yaowalert/ (7 ตุลาคม 2557).
John, M. C. and Norman T. U. 1980. Participation’s Place in Rural Development: Seeking Clarity Through Specificity. World Development, Vol 8, Issue 3, p.213- 235.
Emile, D. 1971. The Elementary Forms of the Religious Life. Reader in Comparative Religion, W.A. Lessa and E.Z. Vogt, eds. (New York: Harper and Row).
Spiro, M. E. 1969. Religion : Problems of Definition and Explanation. Anthroplogical Approachee to the Study of Religion, M. Banton,ed., London, England: Tavistock Publication, p.85-126.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
1. บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ใน “Community and Social Development Journal” ถือเป็นลิขสิทธิ์ของ Community and Social Development Journal มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ และเพื่อให้เผยแพร่บทความได้อย่างเหมาะสมผ่านสื่อสิ่งพิมพ์และอิเล็กทรอนิกส์ ผู้เขียนยังคงถือครองลิขสิทธิ์บทความที่ตีพิมพ์ภายใต้ใบอนุญาต Creative Commons Attribution (CC BY) ซึ่งอนุญาตให้เผยแพร่บทความซ้ำในแหล่งอื่นได้ โดยอ้างอิงต้องอ้งอิงบทความในวารสาร ผู้เขียนต้องรับผิดชอบในการขออนุญาตผลิตซ้ำเนื้อหาที่มีลิขสิทธิ์จากแหล่งอื่น
2. เนื้อหาบทความที่ปรากฏในวารสารเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยตรง ซึ่งกองบรรณาธิการวารสารไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยหรือร่วมรับผิดชอบใดๆ



