การศึกษาเครื่องดนตรีของกลุ่มชาติพันธุ์ลาหู่ในเขตพื้นที่โครงการหลวงอ่างขาง อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่
DOI:
https://doi.org/10.14456/rcmrj.2015.215087คำสำคัญ:
ลาหู่, อ่างขาง, ดนตรีชาติพันธุ์วิทยาบทคัดย่อ
งานวิจัยเรื่อง การศึกษาเครื่องดนตรีของกลุ่มชาติพันธุ์ลาหู่ในเขตพื้นที่โครงการหลวงอ่างขาง อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้ระเบียบวิจัยทางด้านดนตรีชาติพันธุ์วิทยา (Ethnomusicology) ในการเก็บข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล และนำเสนอข้อมูลเชิงพรรณนาวิเคราะห์ (Descriptive Analysis) ผลการวิจัยพบว่า
เครื่องดนตรีของชาวลาหู่มีหลายชนิด ได้แก่ หน่อเซะ หน่อกู่มา และตือ ไม่สามารถระบุได้แน่นอนว่าอยู่ในสังคมวัฒนธรรมลาหู่มานานมากเท่าไร ทั้งนี้เนื่องจากชาวลาหู่ไม่มีตัวหนังสือเป็นของตนเองจึงไม่มีการจดบันทึก บทบาทของดนตรีลาหู่ต่อสังคมเกี่ยวข้องกับขนบธรรมเนียมประเพณีอย่างแยกไม่ออก ทั้งนี้ ชาวลาหู่มีการสอดแทรกข้อปฏิบัติ ข้อห้าม ข้อนิยม ไปกับวัฒนธรรมดนตรีของตนเอง
เครื่องดนตรีของชาวลาหู่ผลิตจากวัสดุธรรมชาติที่หาจากป่า เช่น ไม้ไผ่ ไม้เนื้อแข็ง และขี้ชันโรง เป็นต้น เครื่องดนตรีใช้ประกอบในพิธีต่างๆ คือ งานปีใหม่ เต้นจะคึ กินข้าวใหม่ ประเพณีเลี้ยงผีเรือน และประเพณีสงเคราะห์หมู่บ้าน
Downloads
เอกสารอ้างอิง
ณรงค์ เส็งประชา. 2537. สังคมวิทยา. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพมหานคร: พิทักษ์อักษร.
ปรานี วงษ์เทศ. 2525. พื้นบ้านพื้นเมือง. กรุงเทพมหานคร: เรือนแก้วการพิมพ์.
ปรานี วงษ์เทศ. 2530. การละเล่นและพิธีกรรมในสังคมไทย. ในวัฒนธรรมพื้นบ้าน: คติความเชื่อ. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ศูนย์ข้อมูลประเทศไทย. ม.ป.ป. (ระบบออนไลน์). แหล่งข้อมูล: http://chiangmai.kapook.com/ฝาง. (2 มิถุนายน 2557)
Alexander J. Ellis. 1885. On the Musical Scales of Various Nations. Journal of the Society of arts. Columbia University.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
1. บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ใน “Community and Social Development Journal” ถือเป็นลิขสิทธิ์ของ Community and Social Development Journal มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ และเพื่อให้เผยแพร่บทความได้อย่างเหมาะสมผ่านสื่อสิ่งพิมพ์และอิเล็กทรอนิกส์ ผู้เขียนยังคงถือครองลิขสิทธิ์บทความที่ตีพิมพ์ภายใต้ใบอนุญาต Creative Commons Attribution (CC BY) ซึ่งอนุญาตให้เผยแพร่บทความซ้ำในแหล่งอื่นได้ โดยอ้างอิงต้องอ้งอิงบทความในวารสาร ผู้เขียนต้องรับผิดชอบในการขออนุญาตผลิตซ้ำเนื้อหาที่มีลิขสิทธิ์จากแหล่งอื่น
2. เนื้อหาบทความที่ปรากฏในวารสารเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยตรง ซึ่งกองบรรณาธิการวารสารไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยหรือร่วมรับผิดชอบใดๆ



