แนวทางการพัฒนาพัทยาสู่เมืองแห่งการท่องเที่ยวแบบจับจ่ายใช้สอยอย่างยั่งยืนของนักท่องเที่ยวชาวจีนแผ่นดินใหญ่
DOI:
https://doi.org/10.14456/rcmrj.2020.240370คำสำคัญ:
พัทยา, การท่องเที่ยวแบบจับจ่ายใช้สอยอย่างยั่งยืน, นักท่องเที่ยวชาวจีนแผ่นดินใหญ่บทคัดย่อ
การศึกษานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมและความพึงพอใจการจับจ่ายใช้สอยของนักท่องเที่ยวชาวจีนแผ่นดินใหญ่ในเมืองพัทยา รวมทั้งเพื่อหาแนวทางการพัฒนาพัทยาสู่เมืองแห่งการท่องเที่ยวแบบจับจ่ายใช้สอยอย่างยั่งยืนของนักท่องเที่ยวชาวจีนแผ่นดินใหญ่ เก็บรวมรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากนักท่องเที่ยวจำนวน 400 ราย และวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานด้วยค่าสถิติ Chi-square ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุ 20-29 ปี การศึกษาอยู่ในระดับมัธยมศึกษา–ปริญญาตรี ประกอบอาชีพพนักงานบริษัทเอกชน มีรายได้ 4,001-8,000 หยวน และผลการวิจัยด้านพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวพบว่า ส่วนใหญ่มีการเดินทางมาไทยเป็นครั้งแรก มีจำนวนการเดินทาง 1 ครั้ง/ปี ใช้เวลาเดินทาง 4-6 วัน/ครั้ง มีจุดประสงค์ของการเดินทางคือมาพักผ่อนในวันหยุดกับเพื่อน จัดการเดินทางด้วยบริษัททัวร์โดยเครื่องบินและพักโรงแรม โดยเดินทางมาเที่ยวในพัทยา 1-3 ครั้งภายใน 3ปี มีการเดินทางในครั้งล่าสุดและครั้งนี้ 1-3 วันเท่ากัน นิยมหาข้อมูลจาก เว็บไชต์/ออนไลน์/โซเชียล มีค่าใช้จ่ายการเดินทาง 2,001-4,000 หยวน และหาข้อมูลขณะอยู่ในพัทยาจากสื่อออนไลน์/โซเชียลมีเดียโดยใช้แอพพลิเคชั่น Wechat นิยมสินค้า คือ ของแห้งและเดินทางไปห้างสรรพสินค้า เช่น เทอร์มินอล 21 พัทยา เซ็นทรัล พัทยา สำหรับความคาดหวังและความพึงพอใจของปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่มาจับจ่ายใช้สอยนั้นโดยรวมอยู่ในระดับมากโดยพบว่า ความคาดหวังมากที่สุดคือ ด้านสถานที่ เช่น ความกว้าง/ใหญ่/ทันสมัย/เดินสบาย/สะดวก รองลงมาคือด้านสินค้า ด้านลักษณะทางกายภาพ ด้านราคา ด้านบุคลากร ด้านการส่งเสริมการตลาด และด้านกระบวนการ เรียงตามลำดับ ส่วนความพึงพอใจมากที่สุดคือ ด้านสินค้า เช่น คุณภาพและคุณค่าของสินค้า รองลงมาคือด้านสถานที่ ด้านบุคลากร ด้านลักษณะทางกายภาพ ด้านกระบวนการ ด้านราคา และด้านการส่งเสริมการตลาด เรียงตามลำดับ ผลการทดสอบสมมติฐานมีข้อสรุปที่ว่า ลักษณะส่วนบุคคลมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยและปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด นอกจากนี้ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ .05 โดยผลของงานวิจัยนี้จะเป็นข้อเสนอแนะที่สำคัญสำหรับใช้ในการวางแผนการพัฒนาการท่องเที่ยวในพื้นที่เมืองพัทยาได้ต่อไป
Downloads
เอกสารอ้างอิง
Dhamabutra, P. (2016). Documents for teaching and learning about the elements of Bangkok tourism: The Institute of Ecotourism, Srinakharinwirot University. (In Thai)
Goeldner, C. R., Ritchi, J. R. B., & Mcintosh, R. W., (2000). Tourism: Principle, Practices, and Philosophies. New York: John Wiley & Sons.
Kasikorn Research Center. (2019). Business trends. Retrieved from https://kasikornresearch.com/TH/analysis/k-econ/business/Pages/index.aspx?c=362 (In Thai)
Kotler, P. (1997). Marketing Management: analysis, planning, implementation and control. (9th ed.). New Jersey: A Simon & Schuster.
Ministry of Tourism, Tourism and Sports. (2019). Tourist statistics. Retrieved from https://www.mots.go.th/old/more_news.php?cid=411 (In Thai)
Parasakul, L. (2015). The motivations and the adttitudes effecting the satisfaction level of Chinese tourist’s visiting Thialand. Retrieved from https://www.dpu.ac.th/dpurc/assets/uploads/public/bosn62ukr74skks0gk.pdf (In Thai)
Prachachart online business. (2015). The booming Chinese tourists visiting Thailand. Retrieved from www.terrabkk.com/news/89488/ (In Thai)
Tat Intelligence Center (2018). Tourist Statistic. Tourism Authority of Thailand (TATIC). Ministry of Tourism and Sports. Retrieved from www.tourismthailand.org/TATIC
United nations world tourism organization. (2019). International tourist arrivals. Retrieved from http://media.unwto.org/press-release
Wiyaporn, W. (2020). The way to develop Pattaya to the city of shopping tourism for Chinese tourists. (Faculty of Liberal Arts, Rajamangala University of Technology Krungthep). (In Thai)
Yamane, T. (1970). Statistic: Introductory Analysis. (2nd ed.). New York: Harper and Row.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
1. บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ใน “Community and Social Development Journal” ถือเป็นลิขสิทธิ์ของ Community and Social Development Journal มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ และเพื่อให้เผยแพร่บทความได้อย่างเหมาะสมผ่านสื่อสิ่งพิมพ์และอิเล็กทรอนิกส์ ผู้เขียนยังคงถือครองลิขสิทธิ์บทความที่ตีพิมพ์ภายใต้ใบอนุญาต Creative Commons Attribution (CC BY) ซึ่งอนุญาตให้เผยแพร่บทความซ้ำในแหล่งอื่นได้ โดยอ้างอิงต้องอ้งอิงบทความในวารสาร ผู้เขียนต้องรับผิดชอบในการขออนุญาตผลิตซ้ำเนื้อหาที่มีลิขสิทธิ์จากแหล่งอื่น
2. เนื้อหาบทความที่ปรากฏในวารสารเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยตรง ซึ่งกองบรรณาธิการวารสารไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยหรือร่วมรับผิดชอบใดๆ



