การวิจัยเพื่อพัฒนาและประเมินเครื่องมือวัดพฤติกรรมการมีปัญญาธรรม ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย และความไม่แปรเปลี่ยนของโมเดลการวัด

Main Article Content

อนันต์ แย้มเยื้อน
ธีระภัทรา เอกผาชัยสวัสดิ์

บทคัดย่อ

            การวิจัยเพื่อพัฒนาและประเมินเครื่องมือวัดพฤติกรรมการมีปัญญาธรรม มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจของแบบวัดพฤติกรรมการมีปัญญาธรรม  2) วิเคราะห์ประกอบเชิงยืนยันของแบบวัดของแบบวัดพฤติกรรมการมีปัญญาธรรม และ 3) วิเคราะห์ความไม่แปรเปลี่ยนของโมเดลการวัดตามเกรดเฉลี่ย โดยทำการสุ่มตัวอย่างโดยใช้วิธีแบบหลายขั้นตอนกำหนดโควต้า (Multistage Quota Random Sampling) กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิเคราะห์คุณภาพรายข้อ และการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ (Exploratory factor analysis) จำนวน 300 คน  2) กลุ่มตัวอย่างเพื่อนำมาทำการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (Confirmatory factor analysis) และทำการศึกษาความไม่แปรเปลี่ยนของโมเดลการวัด จำนวน 300 คน โดยมีค่าอำนาจจำแนกของแบบวัดอยู่ระหว่าง 0.32-0.68 และค่าความเชื่อมั่นของแบบวัดเท่ากับ 0.82


            ผลการวิเคราะห์พบว่า การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ มีองค์ประกอบหลัก 4 องค์ประกอบ ได้แก่  1) การเปิดรับข่าวสาร จำนวน 5 ข้อ  2) การใช้เหตุผลในการแก้ปัญหา จำนวน 4 ข้อ  3) การวิเคราะห์ วิจารณ์  จำนวน 3 ข้อ และ 4) การแสดงความคิดเห็น จำนวน 3 ข้อ รวมทั้งสิ้น 15 ข้อ ซึ่งสามารถอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 58.10 เมื่อทำการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันอันดับที่สอง พบว่า โมเดลกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์  (χ² = 113.36, df = 83, χ²/df = 1.37 , GFI = 0.98 CFI=0.96 RMSEA= 0.03 SRMA = 0.04) ผลการวิเคราะห์ความไม่แปรเปลี่ยนของโมเดล พบว่า ไม่พบความแปรเปลี่ยนของโมเดลการวัดในเชิงรูปแบบโมเดล (Form) และความไม่แปรเปลี่ยนของน้ำหนักองค์ประกอบ (LY) ตามเกรดเฉลี่ยของนักเรียน

Downloads

Download data is not yet available.

Article Details

ประเภทบทความ
บทความวิจัย
ประวัติผู้แต่ง

อนันต์ แย้มเยื้อน, คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎอุตรดิตถ์

คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎอุตรดิตถ์

ธีระภัทรา เอกผาชัยสวัสดิ์, คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎเพชรบูรณ์

คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎเพชรบูรณ์

เอกสารอ้างอิง

บรรเจิด สิงคะเนติ. (2552). หลักพื้นฐานเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์วิญญูชน.

ปนาลี แทนประสาน และมณฑิรา จารุเพ็ง. (2562). การศึกษาความซื่อตรงทางการศึกษาของนักศึกษาปริญญาตรี.วารสารวิชาการ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี, 8(1), 98-110.

ปัญจา ชูช่วย. (2554). วิเคราะห์องค์ประกอบคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของบัณฑิตสถาบันการอุดมศึกษา. สาขาวัดผลและวิจัยการศึกษา มหาวิทยาลัยหาดใหญ่.

พนิดา ทองเงา ดอร์น. (2561). การพัฒนาโมเดลการวัดคุณลักษณะความยึดมั่นในความเป็นพลเมืองสำหรับเยาวชนไทย. วารสารสุทธิปริทัศน์, 32(ฉบับพิเศษ).

ลัดดาพร จุปะมะตัง ทรงศักดิ์ ภูสีอ่อน และสุมาลี ชูกำแพง. (2555). การวิเคราะห์องค์ประกอบการส่งเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์สำหรับนักเรียนช่วงชั้นที่ 2 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุดรธานี เขต 4.วารสารวัดผลการศึกษา, 17(1), 251-264.

ศูนย์คุณธรรม. (2562). 10 ปรากฏการณ์ คุณธรรม จริยธรรมสังคมไทย ปี 2561. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยมหิดล.

อนันต์ แย้มเยื้อน สมนึก หงส์ยิ้ม และอัครเดช พรหมกัลป์. (2563). การวิจัยเพื่อพัฒนาและประเมินเครื่องมือวัดพฤติกรรมความรับผิดชอบของเยาวชนในชุมชนและความไม่แปรเปลี่ยนของโมเดลการวัด. วารสารพฤติกรรมศาสตร์, 26(2), 43-57.

Bentler, P.M. (1990). Comparative fit indexes in structural model. Psychological Bulletin, 107, 238-246.

Bentler, P.M. and Bonett, D.G. (1980). Significance tests and goodness-of-fit in the analysis of covariancestructures. Psychological Bulletin 88, 588-600.

Browne, M. W. and Cudeck, K. (1993). Alternative ways of assessing model fit. In K. A. Bollen and J. S.Long (Eds.), Testing structural equation models. News bury Park, CA: Sage.

Hair, J. F., Black, W. C., Babin, B. J. and Anderson, R. E. (2010). Multivariate data analysis: A globalperspective. 7thed. New Jersey, NJ: Pearson Prentice Hall.

Joreskog, K. G. and Sorbom, D. (1989). LISREL 7: User’s reference guide. Chicago: SPSS Publications.

Vandenberg, R. J. and Lance, C. E. (2000). A review and synthesis of the measurement invarianceliterature: Suggestions, practices and recommendations for organizational research. OrganizationalResearch Methods, 9, 214-227.