การพัฒนาเครือข่ายการท่องเที่ยวเชิงเกษตรในอำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี
คำสำคัญ:
การท่องเที่ยวเชิงเกษตร, เครือข่ายการท่องเที่ยว, พฤติกรรมการท่องเที่ยว, การประเมินศักยภาพแหล่งเกษตรกรรมบทคัดย่อ
จากสถานการณ์โควิด-19 การท่องเที่ยวเชิงเกษตรเป็นรูปแบบการท่องเที่ยวที่เป็นกระแสหลัก เนื่องจากเป็นการเลี่ยงพื้นที่หนาแน่น ได้เรียนรู้เรื่องสิ่งแวดล้อม ซึ่งในจังหวัดปทุมธานีค่อนข้างเป็นที่นิยม เนื่องจากสามารถเดินทางได้สะดวกจากกรุงเทพฯ โดยเฉพาะอำเภอหนองเสือที่มีพื้นที่เกษตรกรรมมากที่สุด และจากการศึกษาเบื้องต้นพบว่า มีแหล่งเกษตรกรรมที่มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวจำนวนมาก บทความนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาศักยภาพของแหล่งเกษตรกรรมในอำเภอหนองเสือ ที่สามารถพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร วิเคราะห์พฤติกรรมนักท่องเที่ยว และเชื่อมโยงเครือข่ายเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงเกษตร โดยมีวิธีในการศึกษา คือ 1) การสำรวจพื้นที่เกษตรกรรมทั้งหมดจำนวน 171 แห่ง 2) คัดกรองด้วยปัจจัยองค์ประกอบแหล่งท่องเที่ยว (5A’s) 3) ประเมินศักยภาพแหล่งเกษตรกรรมด้วยคู่มือการประเมินของสำนักพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว และการสัมภาษณ์ 4) แบบสอบถามเพื่อศึกษาพฤติกรรมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรของนักท่องเที่ยวกลุ่มตัวอย่าง 400 คน เพื่อคัดเลือกแหล่งท่องเที่ยวที่สอดคล้องกับพฤติกรรมนักท่องเที่ยว 5) เชื่อมโยงเครือข่ายแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ผลการศึกษาพบว่า มีแหล่งเกษตรกรรม 3 แห่ง ที่มีศักยภาพเป็นแหล่งท่องเที่ยว ได้แก่ สวนต้นน้ำ สวนเกษตรสุขสถิต มาหาลัยชาวนา รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวเดิมที่ได้รับการแนะนำจากสำนักงานการท่องเที่ยวจังหวัด ได้แก่ สวนเกษตรแก้วมังกร สวนฟุ้งขจร สวนเทพประทานพร สวนเราเกษตรอินทรีย์ และผลจากแบบสอบถามการสำรวจพฤติกรรมนักท่องเที่ยว พบว่า นักท่องเที่ยวสนใจกิจกรรมการปลูกพืชผักสวนครัวมากที่สุด (ร้อยละ 43) รองลงมาคือ การทำสวนไม้ดอก ไม้ประดับ และการปลูกพืชไม้ผล โดยรูปแบบกิจกรรมที่สนใจมากที่สุด คือ การเข้าชมพื้นที่ (ร้อยละ 48) รองลงมาคือ การรับประทานอาหารที่ผลิตในพื้นที่ และการแปรรูปผลิตภัณฑ์ เมื่อนำมาเชื่อมโยงเครือข่ายการท่องเที่ยว พบว่า สามารถแบ่งเป็น 4 โปรแกรมตามเวลาในการท่องเที่ยว คือ 1 วัน และ 2 วัน 1 คืน
เอกสารอ้างอิง
กรมการท่องเที่ยว. (2563). คู่มือการประเมินมาตรฐานคุณภาพแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร. กรุงเทพฯ: กรมการท่องเที่ยว.
กาญจนา กาแก้ว. (2558). พฤติกรรมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรของนักท่องเที่ยวชาวไทยที่สวนเกษตร จังหวัดระยอง (สารนิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต). มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์, กรุงเทพฯ.
ธัญญลักษณ์ ศิริวรรณางกูล. (2554). แนวทางการส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบฟาร์มสเตย์ จังหวัดสระบุรี (สารนิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต). มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์, กรุงเทพฯ.
นิออน ศรีสมยง. (2552). แนวทางการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรอย่างยั่งยืน กรณีศึกษา อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา (รายงานการศึกษาอิสระปริญญามหาบัณฑิต). มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, กรุงเทพฯ.
วนัสรา จันทร์กมล. (2563). เงื่อนไขความสำเร็จในการดำเนินงานวิสาหกิจเพื่อสังคมของวิสาหกิจชุมชนในจังหวัดสุพรรณบุรี (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต). มหาวิทยาลัยศิลปากร, นครปฐม.
สำนักงานเกษตรจังหวัดปทุมธานี. (2563). พื้นที่เกษตรกรรมจังหวัดปทุมธานี. สืบค้นจาก https://www.opsmoac.go.th/pathumthani-dwl-files-421391791073.
เสาวรจนีย์ เสาเกลียว, ศรีปริญญา ธูปกระจ่าง และ เสาวภาคย์ กระจ่างยุทธ. (2565). การพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์เพื่อเพิ่มเสน่ห์วิถีชุมชนจังหวัดปทุมธานี. วารสารรัชต์ภาคย์, 16(48), 263-282.
อนามัย ดำเนตร, ดนุพล แสงนาค และ อัญชิษฐา ภูอุดม. (2564). รายงานการวิจัย เรื่อง นวัตกรรมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรในบริบทของความปกติใหม่ หลังจากการแพร่ระบาดของ Covid-19 (รายงานการวิจัย). นครปฐม: มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์.
Robert, C. M. (1990). Tourism: the international business. New Jersey: Prentice-Hall International.
Rovinelli, R. J., and Hambleton, R. K. (1977). On the use of content specialists in the assessment of criterion-referenced test item validity. Tijdschrift voor Onderwijsresearch, 2(2), 49-60.
Yamane, T. (1967). Statistics, An Introductory Analysis (2nd ed.). New York: Harper and Row.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
ข้อความที่ปรากฎในวารสารฉบับนี้เป็นความคิดเห็นของผู้เขียนแต่ละท่าน สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย และกองบรรณาธิการ ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยและไม่มีส่วนรับผิดชอบใดๆ
สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย ขอให้ผู้อ่านอ้างอิงในกรณีที่ท่านคัดลอกเนื้อหาบทความในวารสารฉบับนี้