ทัศนคติและการยอมรับทางสังคมต่อการสัก: กรณีศึกษาผู้หญิงที่มีรอยสักในอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยมีจุดประสงค์เพื่อวิเคราะห์การให้ความหมายและการสร้างอัตลักษณ์ของผู้หญิงผ่านรอยสัก เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยทางสังคมต่างๆในสังคมไทยที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงทัศนคติเรื่องการสักและเพื่อวิเคราะห์ทัศนคติในทางลบต่อผู้หญิงที่มีรอยสักและแนวทางการจัดการปัญหาความขัดแย้ง โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ มุ่งเน้นการศึกษาจากการเก็บข้อมูลเชิงเอกสารและการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้หญิงที่มีรอยสักจำนวน 10 คนและช่างสักจำนวน 5 คน ซึ่งอาศัยในอำเภอหัวหินมานานกว่า 10 ปี
ผลการวิจัยพบว่าผู้หญิงเริ่มสักเพื่อสะท้อนบุคลิกภาพและความชอบ ความหลงใหลที่มีต่อรอยสักของตน เพื่อเป็นสัญลักษณ์ในการสร้างอัตลักษณ์ที่มีความแตกต่างจากผู้อื่น แต่รอยสักขัดกับค่านิยมทางสังคมที่มองว่าผู้หญิงที่มีรอยสักเป็นผู้หญิงระดับล่าง แม้จะมีความเปลี่ยนแปลงปัจจัยทางสังคมที่มีผลต่อค่านิยมต่อรอยสักในทางที่ดีขึ้นทำให้รอยสักถูกมองในแง่สุนทรียภาพ ศิลปะ และแฟชั่นมากขึ้นแต่ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้สังคมไทยยอมรับ การสักของผู้หญิงซึ่งกลายเป็นการท้าทายและความพยายามปลดปล่อยตัวตนออกจากบรรทัดฐานทางสังคม การสักของผู้หญิงซึ่งถูกแฝงการต่อสู้/ขัดขืนต่อสังคมที่พยายามผลักผู้หญิงที่มีรอยสักให้กลายเป็นคนชายขอบของสังคม ในอีกมุมรอยสักสามารถสื่อถึงการควบคุมร่างกายของตัวเองและการแย่งชิงพื้นที่ในการสร้างอัตลักษณ์ด้วยตนเองแทนที่อัตลักษณ์ที่สร้างโดยสังคม ผู้หญิงที่มีรอยสักในการศึกษาครั้งนี้ต้องเผชิญหน้ากับความขัดแย้งด้านค่านิยมมากที่สุดและมักใช้แนวทางการจัดการความขัดแย้งแบบเอาชนะผ่านการพิสูจน์ตัวตนด้วยวิธีต่างๆ แม้ผู้หญิงที่มีรอยสักจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสังคมได้ แต่พวกเธอก็สามารถทำให้สังคมตระหนักถึงความเป็นปัจเจกชนและการแสดงออกถึงความเป็นตัวตนที่แตกต่างจากการที่ผู้หญิงที่มีรอยสักลุกขึ้นมาท้าทายอำนาจทางสังคมเพื่ออิสรภาพและสิทธิในการเลือกสร้างอัตลักษณ์ของตัวเอง
Article Details
บทความวิจัยนี้เป็นของลิขสิทธิ์
เอกสารอ้างอิง
ก้องสกล กวินรวีกุล. (2545). การสร้างร่างกายพลเมืองไทยในสมัยจอมพลป. พิบูลสงคราม พ.ศ. 2481-2487(วิทยานิพนธ์สังคมวิทยาและมานุษยวิทยามหาบัณฑิต). กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
จุฬารัตผดุงชีวิต. (2558). การสลักเรือนร่าง (Crafting Bodies) ฟูโกต์กับสังคมวิทยาร่างกาย. ในอนุสรณ์อุณโณ, จันทนีเจริญศรีและสลิสายุกตะนันทน์(บรรณาธิการ). อ่านวิพากษ์มิเชลฟูโกต์. กรุงเทพมหานคร: สยามปริทัศน์.
ฉันทนา บรรพศิริโชติ หวันแก้ว. (2550). ความเข้าใจเบิ้องต้นเกี่ยวกับสันติวิธีและธรรมชาติของความขัดแย้งในสังคมไทย. พิมพ์ครั้งที่ 2. นนทบุรี: สถาบันพระปกเกล้า.
ชนิตร ภู่การญจน์. (2539). ตํานานแห่งรอยสักศิลปะบนเรือนร่างของมนุษย์. ศิลปวัฒนธรรม, 18(2), 168-170.
ธนาคารแห่งประเทศไทย. (2561). รายงานภาวะเศรษฐกิจไทยรายปี. สืบค้น 19 กันยายน 2561, จาก https://www.bot.or.th/Thai/MonetaryPolicy/EconomicConditions/AnnualReport/Pages/default.aspx.
นิติ ภวัครพันธุ์. (2541). รอยสักกับการสร้าง “ตัวตน”. ในปริตรตาเฉลิมเผ่าก่ออนันตกูล (บรรณาธิการ). เผยร่างพรางกาย: ทดลองมองร่างกายในศาสนาปรัชญาการเมืองประวัติศาสตร์ศิลปะและมานุษยวิทยา. กรุงเทพมหานคร: โครงการจัดพิมพ์คบไฟ.
ภัทรพล ภูริดํารงค์กุล. (2553). ผู้หญิงกับการสักยันต์: กระแสแฟชั่นหรือการพยายามสร้างอัตลักษณ์?(วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตรมหาบัณฑิตสาขามานุษยวิทยา). กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยศิลปากร.
รัฐกานต์ กัณพิพัฒน์. (2557). พฤติกรรมการเลียนแบบกับค่านิยมการสักของวัยรุ่นหญิงในเขตกรุงเทพมหานคร. วารสารวิทยบริหารมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, 25(3), 39-47.
รัตนา อรุณศรี. (2547). ประวัติศาสตร์สังคมสังเขปเรื่องการสักร่างกายมองในมิติของความสัมพันธ์ทางเพศสภาพ. กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
อนุสรณ์ อุณโณ, จันทนี เจริญศรี และสลิสา ยุกตะนันทน์. (2558). อ่านวิพากษ์มิเชลฟูโกต์. กรุงเทพมหานคร: สยามปริทัศน์.
อภิญญา เฟื่องสกุล. (2543). อัตลักษณ์ (Identity): การทบทวนทฤษฎีและกรอบแนวคิด. กรุงเทพมหานคร: สํานักงานคณะกรรมการสภาวิจัยแห่งชาติ.
Fish, Jefferson M. (2014). Tolerance, Acceptance, Understanding. Retrieved 11 December 2018, from https://www.psychologytoday.com.
Moore, Christopher W. (1996). The Mediation Process: Practical Strategies for Resolving Conflict. New York: John Wiley & Sons Inc.
Rapp, Elizabeth M. (2010). Stigmatization or Decoration Tattoo as Deviance, A Cross-Cultural Study. Oregon: Willamette University.
Thomas, Kenneth W. and Kilmann, Ralph H. (1987). Thomas-Kilmann Conflict Mode Interest. New York: X/COM Incoporated.