การมีส่วนร่วมของประชาชนในการป้องกันและแก้ไขปัญหา ตามพ.ร.บ. ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ 2560 ของชุมชนวัดหนองคำ ตำบลช้างม่อย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่
Main Article Content
บทคัดย่อ
บทความนี้มีวัตถุประสงค์ของการวิจัย (1) เพื่อศึกษาระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนในชุมชนวัดหนองคำ ตำบลช้างม่อย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาตามพ.ร.บ. ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ 2560 (2) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนในชุมชนวัดหนองคำฯ ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาตามพ.ร.บ. ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ 2560 จำแนกตาม เพศ อายุ ระดับการศึกษา และอาชีพ และ(3) เพื่อเสนอแนะในการมีส่วนร่วมของประชาชนในชุมชนวัดหนองคำฯ ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาตามพ.ร.บ. ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ 2560 เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงสำรวจ ใช้แนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการมีส่วนร่วม แนวคิดเรื่องพฤติกรรมการสูบบุหรี่และปัจจัยที่ส่งผลต่อการสูบบุหรี่ และในเรื่องการป้องกันและแก้ไขปัญหาตามพ.ร.บ. ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ 2560 มาเป็นกรอบในการศึกษาวิจัย
ประชากรที่ใช้ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ได้แก่ ประชาชนที่พักอาศัยหรือมีถิ่นที่อยู่ที่พักในเขตพื้นที่ชุมชนวัดหนองคำฯ ซึ่งผู้วิจัยใช้หลักวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบไม่ใช้หลักความน่าจะเป็น (Non Probability random sampling) วิธีการสุ่มเชิงก้อนหิมะ (Snowball sampling) โดยจะใช้จํานวนตัวอย่างจํานวน 200 คน และต้องการวิจัยเกี่ยวกับพฤติกรรมผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ในการมีส่วนร่วม ที่พักอาศัยหรือมีถิ่นที่อยู่ที่พักในเขตพื้นที่ชุมชนวัดหนองคำฯ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือแบบสอบถาม ใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA) โดยการทดสอบค่า F-test เมื่อมีนัยสำคัญทางสถิติ
ผลการวิจัยพบว่า เป็นเพศชาย (124 คน) มากกว่าเพศหญิง (76 คน) คิดเป็นร้อยละ 62.0 และร้อยละ 38.0 มีอายุ 31-40 ปี (77 คน) มีสถานภาพสมรส โสด (90 คน) มีระดับการศึกษา ประถมศึกษา (148 คน) ในด้านการมีส่วนร่วมในการค้นหาปัญหา/สาเหตุและวางแผนดำเนินกิจกรรม ในภาพรวมอยู่ในระดับน้อย ((x̄) = 1.5275, (S.D.) = 0.49782) พบว่า การมีส่วนร่วมจัดประชุมปรึกษาหารือเพื่อดำเนินงานในการป้องกันปัญหาตามพ.ร.บ. ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ 2560 ของชุมชนวัดหนองคำ มีค่าเฉลี่ยสูงสูด ((x̄) = 1.6000, (S.D.) = 0.49113) การมีส่วนร่วมในการลงทุนและปฏิบัติงาน ในภาพรวมอยู่ในระดับน้อยที่สุด ((x̄) = 1.2400, (S.D.) = 0.42506) พบว่า การมีส่วนร่วมเผยแพร่ความรู้ ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับโทษและพิษภัยของบุหรี่ เช่น จัดบอร์ด แผ่นปลิว โปสเตอร์ ติดสติกเกอร์ห้ามสูบบุหรี่ ฯลฯ ให้แหล่งชุมชนได้รับทราบ มีค่าเฉลี่ยสูงสูด ((x̄) = 1.1950, (S.D.) = 0.39719) การมีส่วนร่วมในการติดตามผล ในภาพรวมอยู่ในระดับน้อยที่สุด ((x̄) = 1.2791, (S.D.) = 0.44907) พบว่า การมีส่วนรวมประเมินผลการปฏิบัติงานการป้องกันปัญหาตามพ.ร.บ. ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ 2560 ของชุมชนวัดหนองคำฯ มีค่าเฉลี่ยสูงสูด ((x̄) = 1.3100, (S.D.) = 0.46365)
เพศ อายุ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา และอาชีพหลักของประชาชนที่อยู่ในเขตของชุมชนวัดหนองคำฯ มีส่วนร่วมของประชาชนในการป้องกันและแก้ไขปัญหาตามพ.ร.บ. ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ 2560 ของชุมชนวัดหนองคำฯ ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ในด้านการมีส่วนร่วมในการค้นหาปัญหา/สาเหตุและวางแผนดำเนินกิจกรรม ในด้านการมีส่วนร่วมในการลงทุนและปฏิบัติงาน และในด้านการมีส่วนร่วมในการติดตามผล ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และในภาพรวมทั้ง 3 ด้าน ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
การมีส่วนร่วมของประชาชน ควรเป็นไปตามแนวทางของต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ จึงจะทำให้โครงการหรือกิจกรรมที่ดำเนินการนั้นๆ จะมีผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนอย่างมีนัยสำคัญต่อการมีส่วนร่วม ในการจัดทำแผนพัฒนาการป้องกัน และแก้ไขปัญหาตามพ.ร.บ. ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ 2560 ของชุมชนวัดหนองคำฯ ขาดการดำเนินงานตามขั้นตอนทั้ง 4 ขั้นตอน ได้แก่ (1) ร่วมคิด (2) ร่วมวางแผน (3) ร่วมดำเนินงาน และ(4) ร่วมประเมินผล จึงส่งผลทำให้ไม่เกิดแผนพัฒนาการป้องกัน และแก้ไขปัญหาฯ ขึ้น ซึ่งอาจประกอบไปด้วยกิจกรรมหรือโครงการต่างๆ ในภาพรวมทั้งหมด เพราะขาดขั้นตอน 4 เงื่อนไขที่สำคัญ ได้แก่ (1) ผู้นำชุมชนหรือแกนนำชุมชน (2) กระบวนการขับเคลื่อนกิจกรรมหรือโครงการพัฒนาภายในชุมชน (3) การแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากประสบการณ์ของชุมชนอื่น และหน่วยงานภายนอก และ(4) ทัศนคติของชุมชนฯ ภายในชุมชนที่มีต่อกระบวนการมีส่วนร่วมในการจัดทำแผนพัฒนาการป้องกัน และแก้ไขปัญหาตามพ.ร.บ. ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ 2560 ของชุมชนวัดหนองคำ ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
Article Details
บทความวิจัยนี้เป็นของลิขสิทธิ์
เอกสารอ้างอิง
พวงรัตน์ บุญญานุรักษ์. (2544). การเรียนรู้โดยใช้ปัญหา PROBLEM-BASED LEARNING(วิทยานิพนธ์ศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต). ชลบุรี: มหาวิทยาลัยบูรพา.
ทิศนา แขมมณี. (2545). ศาสตร์การสอน. กรุงเทพมหานคร: สํานักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
มหาเถรสมาคม. (2562). พระราชบัญญัติควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2560. กรุงเทพมหานคร: สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ.
มัณฑรา ธรรมบุศย์. (2545). การพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ โดยใช้ PBL (Problem-Based Learning). กรุงเทพมหานคร: กรมวิชาการ. 2. 11-17.
เริงฤดี ปธานวนิช และสุทัศน์ รุ่งเรืองหิรัญญา. (2562). เราสูญเสียไปเท่าไหร่? จากการสูบบุหรี่. กรุงเทพมหานคร: คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี.
วัฒนา รัตนพรม. (2548). การวิจัยในชั้นเรียน. กรุงเทพมหานคร: สุวีริยาสาส์น.
สนิท ดีเมืองซ้าย. (2552). การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นหลักรูปแบบการเรียนรู้โดยผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพมหานคร: บุ๊คเลท.
สุนทรี คนเที่ยง. (2544). หลักกระบวนการแก้ปัญหา. พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพมหานคร: สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์.
Barrows, H. S., & Tamblyn, R. M. (1980). Problem-Based Learning: An Approach to Medical Education. New York: Springer.
Bundhamcharoen, K., Aungkulanon, S., Makka, N., & Shibuya, K. (2015). Economic burden from smoking-related diseases in Thailand. Tobacco control, tobaccocontrol-2015.
Barell , John. (1998). PBL an Inquiry Approach. Illinois: Skylight Training and Publishing.
Barbara J.Duch. (1995). Teaching Archaeology in the Twenty-First Century. Washington, D.C.: Society for American Archaeology.
Colman, M.R. (1995). Problem-Based Learning: A New Approach for teaching Gifted Students. Gifted Today Magazine, 18, 18-19.
Edens,. (2000). Learning Package Versus Conventional Method of Instruction. Dissertation Abstracts International, 32(8), 4295-A.
Gallagher, B. (2001). The role of food and beverage in tourism. In Tourism as a catalyst for community development conference. Pretoria, South Africa: n.p
Linda Torp & Sara Sage. (1998). Problems as Possibilities: Problem-based Learning for K-12 Education. ASCD, North Beauregard Street, Alexandria, VA.
United Nations. (1981). Yearbook of International Trade Statistics. United Nations: UN Press.
White,. (1996). The Perceptions of Four Participant Groups of the Effects of Administrative Transfers on Utah Centenial School Programs. Dissertation Abstract International, 38(2), 399-401.