การปราบปรามผู้กระทำผิดคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ศึกษากรณี คดีร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่นหรือคดีคอลเซ็นเตอร์
Main Article Content
บทคัดย่อ
บทความนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาวิเคราะห์ปัญหาการบังคับใช้กฎหมาย 2) เพื่อศึกษาแนวทางการแก้ไข การพิจารณาปรับปรุงกฎหมายให้มีความสอดคล้องกับสภาพปัญหา 3) เพื่อการสร้างมาตรการทางกฎหมายใหม่มาใช้ในการปราบปรามผู้กระทำผิดเกี่ยวกับคดีร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่นหรือ คดีคอลเซ็นเตอร์ (Call Center) ผลการศึกษาพบว่า การปราบปรามผู้กระทำผิดเกี่ยวกับคดีร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่นหรือ คดีคอลเซ็นเตอร์ (Call Center) ต้องกำหนดมาตรการทางกฎหมายเพื่อเพิ่มอำนาจให้เจ้าพนักงานสามารถเพิ่มโอกาสการจับกุม และลดผลประโยชน์ของผู้กระทำความผิด การเพิ่มโอกาสการจับกุมผู้กระทำความผิดคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สามารถดำเนินการโดยการบัญญัติกฎหมายเพิ่มฐานความผิด ในความผิดฐานสมคบหรือสนับสนุนการกระทำความผิดเกี่ยวกับคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยให้ระวางโทษเท่าตัวการในการกระทำความผิด และควรบัญญัติให้ศาลใช้ดุลพินิจในการลดโทษ กรณีผู้กระทำความผิดที่ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และควรเพิ่มอำนาจให้พนักงานเจ้าหน้าที่ ในการสืบสวนโดยใช้วิธีพิเศษ อาทิ การอำพราง (Under Cover) การสืบสวนสอบสวนพิเศษโดยการดักฟัง และการสอดส่องการสื่อสารทางโปรแกรมประยุกต์ และควรจัดตั้งหน่วยงานกลางเพื่อทำหน้าที่ประสานงานกับทุกหน่วยงาน การลดผลประโยชน์ด้านทรัพย์สินควรมุ่งเน้นในการตัดผลประโยชน์ทางทรัพย์สิน จึงควรเพิ่มอำนาจให้เจ้าพนักงานผู้สืบสวน หรือผู้จับกุมสามารถตรวจยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องจากการกระทำความผิดและควรนำมาตรการริบทรัพย์สินทางแพ่งและการริบทรัพย์สินมูลค่ามาใช้ประกอบกับการริบทรัพย์สินแบบเฉพาะเจาะจง
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
เนื้อหาและข้อมูลในบทความที่ลงตีพิมพ์ในวารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต ถือเป็นข้อคิดเห็นและความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยตรง ซึ่งกองบรรณาธิการวารสารฯ ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยหรือร่วมรับผิดชอบใด ๆ
บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต หากบุคคลหรือหน่วยงานใดต้องการนำทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อหรือเพื่อกระทำการใด ๆ จะต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากวารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ตก่อนเท่านั้น
เอกสารอ้างอิง
Buacharoen, S., Wiwatwanich, C., & Wattanasin, K. (2011). Final research report: A study on the causes of human rights violations in the justice process by police officers. Office of the National Human Rights Commission of Thailand.
Na Nakorn, K. (2004). Criminal law: General part (2nd ed.). Winyuchon Publishing.
Nakfon, P. (2023). Research report: Post-crisis crime statistics survey project. Office of Justice Affairs.
Packer, H. L. (1968). The limits of the criminal sanction. Stanford University Press.
Tangkitvanich, S., Rattananarumitsorn, T., Sanguanchit, S., Tanmantong, S., Unahakate, I., & Lertthamthewee, P. (2014). TDRI report: Law and economics of the Thai criminal justice system. Thailand Development Research Institute.
Tingsaphat, J. (1982). Explanation of the Criminal Code, Part 1. The Thai Bar Association Under the Royal Patronage.
Tingsaphat, C. (2003). Commentary on the Criminal Code: Part 1 (10th ed.). Jiraratch Printing.