ปัจจัยที่ส่งผลต่อความจงรักภักดีในองค์กรของพนักงานอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม จังหวัดสมุทรสาคร

ผู้แต่ง

  • กาญชนก ผิวงาม -

คำสำคัญ:

ความจงรักภักดีต่อองค์กร, อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม, ทรัพยากรมนุษย์

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) ระดับความจงรักภักดีในองค์กรของพนักงานอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม จังหวัดสมุทรสาคร (2) ปัจจัยส่วนบุคคลและปัจจัยด้านการทำงานที่ส่งผลต่อความจงรักภักดีในองค์กร และ (3) เสนอแนวทางการบริหารจัดการเพื่อเสริมสร้างความจงรักภักดีในองค์กร การวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงปริมาณ โดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างพนักงานจำนวน 210 คน ด้วยการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับ ที่ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาและค่าความเชื่อมั่น (Cronbach’s Alpha = 0.88) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบ t-test, One-way ANOVA และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ

ผลการวิจัยพบว่า ระดับความจงรักภักดีในองค์กร ด้านความตั้งใจอยู่กับองค์กร ด้านการสนับสนุนองค์กรและเพื่อนร่วมงาน และด้านการแนะนำองค์กรต่อผู้อื่น อยู่ในเกณฑ์สูง (Mean = 4.02, SD = 0.54) ปัจจัยส่วนบุคคลที่มีผลต่อความจงรักภักดี ได้แก่ อายุ รายได้ และอายุงาน ปัจจัยด้านลักษณะงานและสภาพแวดล้อมที่มีผลเชิงบวก ได้แก่ ความชัดเจนของหน้าที่งาน ความยืดหยุ่นของเวลางาน และความสัมพันธ์กับผู้บังคับบัญชาและเพื่อนร่วมงาน ขณะที่ความกดดันและปริมาณงานมีผลเชิงลบ ส่วนปัจจัยด้านประสบการณ์และโอกาสพัฒนาทักษะ ได้แก่ ประสบการณ์ทำงานที่ผ่านมา การเข้าร่วมฝึกอบรม และโอกาสก้าวหน้าในอาชีพ ล้วนมีผลเชิงบวกต่อความจงรักภักดี

ข้อเสนอแนะ คือ องค์กรควรออกแบบงานที่ชัดเจนและยืดหยุ่น สร้างบรรยากาศการทำงานที่ส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดี ดูแลผลตอบแทนและสวัสดิการให้เหมาะสมตามช่วงอายุและอายุงาน รวมถึงสนับสนุนการพัฒนาทักษะและเส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพ เพื่อรักษาบุคลากรที่มีคุณภาพและเสริมสร้างความยั่งยืนขององค์กรในระยะยาว

เอกสารอ้างอิง

Hackman, J.R. & Oldham, G.R. (1980). Work redesign. Massachusetts: Addison-Wesly Publishing.

Hoy, W.K., & Rees, R. (1974). Subordinate Loyalty to Immediate Superior: A Neglected. Concept in the Study of Educational Administration. Sociology of Education, 47.

Steers,R.M. (1977). Antecedents and outcome of organizational commitment. Administrative Science Quarterty, 22.

พิเชษฐ์ ซิ้มเจริญ. (2564). แรงจูงใจและความจงรักภักดีที่ส่งผลต่อพนักงานในองค์กรขนาดเล็ก กรณีศึกษา : บริษัท จงฟู่ (กรุงเทพ) จำกัด. (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต). มหาวิทยาลัยศิลปากร.

พระมหาประยูร ตระการ. (2564). กระบวนการเสริมสร้างความจงรักภักดีของบุคลากรในสถานศึกษา, วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย, ปีที่ 5 (3), กันยายน – ธันวาคม 2564.

ภทร พิทักษ์สัจจวงศ์, ณัฐดนัย ตั้งกิจโสภณ และ ศรินทร์ ขันติวัฒนะกุล. (2564). ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจลาออกจากงานของพนักงานบริษัท ABC จำกัด, วารสารบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยจันทร์เกษม, ปีที่ 16 (1), มกราคม - มิถุนายน 2564.

นริศ กระชังแก้ว. (2563). ปัจจัยที่ส่งผลต่อความภักดีในองค์กรของพนักงานบริษัทประกันวินาศภัยแห่งหนึ่งในเขตกรุงเทพมหานคร. (สารนิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต). มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.

เดชพงศ์ โพธิสุวรรณ. (2560). ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อความจงรักภักดีต่อองค์กรของพนักงานระดับปฏิบัติการในองค์กรภาคเอกชน ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล. (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต). มหาวิทยาลัยกรุงเทพ.

ศุภานันท์ พุฒตาล. (2560). ปัจจัที่มีแนวโน้มการลาออกของพนักงานมหาวิทยาลัย สายวิชาการมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี. กองบริหารงานบุคคล. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี, ปทุมธานี.

สุพรรษา พุ่มพวง. (2559). ปัจจัยที่มีผลต่อแนวโน้มการลาออกของพนักงานโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง เขตราษฏร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร. (ปริญญาบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต). มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์.

ปาริชาต บัวเป็ง. (2554). ปัจจัยที่มีผลต่อความผูกพันต่อองค์กรของพนักงาน บริษัทไดกิ้น อินดัสทรีส์ ประเทศไทย (จำกัด). วิทยานิพนธ์บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต วิชาเอกธุรกิจระหว่างประเทศ, มหาวิทยาลัเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี.

พิรินทร์ชา สมานสินธุ์. (2554). ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการสร้างความผูกพันของพนักงาน ศึกษาเฉพาะกรณีบริษัทเบสท์ เพอฟอร์แมนซ์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด. การค้นคว้าด้วยตนเอง. ปริญญาบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต. สาขาการจัดการทรัพยากรมนุษย์. มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2025-12-26

รูปแบบการอ้างอิง

ผิวงาม ก. (2025). ปัจจัยที่ส่งผลต่อความจงรักภักดีในองค์กรของพนักงานอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม จังหวัดสมุทรสาคร. วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์, 9(2), 17–36. สืบค้น จาก https://so05.tci-thaijo.org/index.php/saujournalssh/article/view/279292

ฉบับ

ประเภทบทความ

บทความวิจัย