วารสารรัฐศาสตร์นิเทศ
ปีที่ 7 ฉบับที่ 1 (2564)

     การจัดทำวารสาร “รัฐศาสตร์นิเทศ” ฉบับนี้มีลักษณะแปลกไปจากแต่ก่อนพอสมควร เนื่องจากคนที่เกี่ยวข้องเกือบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นผู้ประสานงานตัวบรรณาธิการ เจ้าหน้าที่โรงพิมพ์ หรือฝ่ายพิสูจน์อักษร ต่างอยู่บ้านทำต้นฉบับกัน สืบเนื่องจากสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 ที่ทวีความสาหัสนับตั้งแต่ประมาณต้นปี อันที่จริง งานวารสารถือว่าได้รับผลกระทบไม่มากนัก เพราะในแง่การพิจารณาบทความ กระบวนการนั้นดำเนินไปผ่านระบบออนไลน์ของ Thai Journals Online (ThaiJO) อยู่แล้ว ตั้งแต่ขั้นตอนเปิดรับบทความจากผู้เขียน ขั้นตอนประเมินบทความโดยผู้ทรงคุณวุฒิ ไปจนถึงขั้นตอนแก้ไขปรับปรุงบทความตามผลประเมิน ส่วนในแง่การผลิตต้นฉบับ เจ้าหน้าที่โรงพิมพ์ ซึ่งทำงานแบบ “Work from Home” จัดการวางหน้าและส่งไฟล์ให้ทางวารสารตรวจสอบผ่านอีเมล์ ท้ายที่สุด งานจึงสามารถเดินไปได้ค่อนข้างราบรื่น สำเร็จออกมาเป็นวารสารที่ท่านผู้อ่านถืออยู่ในมือ โดยฉบับนี้มีความหนากว่าปกติด้วย (แต่ไม่เพิ่มราคา เพื่อผู้อ่านทุกท่าน)


     สำหรับบทความในวารสารฉบับนี้ ต้องกล่าวว่า เนื้อหามีความหลากหลาย บทความของ ชาย ไชยชิต ไปสำรวจแนวคิดของ ฮันส์ เคลเซ่น (Hans Kelsen) นักวิชาการชาวออสเตรียผู้มีอิทธิพลต่อวงการนิติศาสตร์ โดยเฉพาะช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 บทความชิ้นต่อมาโดย สุนิสา ช่อแก้ว มุ่งฉายภาพความ เปลี่ยนแปลงของรัฐไทยในด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์ ส่วนบทความของ พีระ เจริญวัฒนนุกูล พยายามนำกรณีศึกษาในอดีตมาใช้สร้างข้อถกเถียงเชิงทฤษฎีว่าด้วยพฤติกรรมแสวงหาสถานะของรัฐบนเวทีโลก และสุดท้าย บทความของ นฤมล นิ่มนวล สรุปภาพรวม พร้อมวิเคราะห์เนื้อหาแบบเรียนในระบบการศึกษาไทยช่วงปี พ.ศ. 2503-2516 ว่า มีเป้าหมายกล่อมเกลาเยาวชนให้มีค่านิยม ทัศนคติ และความคิดอ่านทางการเมืองอย่างไรบ้าง ทางกองบรรณาธิการหวังว่า จะยังคงได้รับความอนุเคราะห์จากผู้อ่านต่อไปในอนาคต และขอเชิญชวนทุกท่านที่สนใจส่งบทความมาเพื่อรับการพิจารณาตีพิมพ์


 


กองบรรณาธิการ
วารสารรัฐศาสตร์นิเทศ

วารสารรัฐศาสตร์นิเทศ
ปีที่ 6 ฉบับที่ 2 (2563)

          ไม่กี่เดือนหลังมีข่าวดีเรื่องผลการประเมินคุณภาพวารสารวิชาการที่อยู่ในฐานข้อมูล TCI กองบรรณาธิการของวารสาร “รัฐศาสตร์นิเทศ” ต้องเจอกับเรื่องเศร้าเมื่อ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ภาคภูมิ ฤกขะเมธ มาด่วนจากไปอย่างกะทันหันด้วยวัยเพียง 52 ปี อาจารย์ภาคภูมิเป็นคนมีอัธยาศัยดีเยี่ยม เอาจริงกับการทำงาน แถมไม่เคยปฏิเสธเวลาใครมาขอความช่วยเหลือ ในส่วนของวารสาร “รัฐศาสตร์นิเทศ” อาจารย์ภาคภูมิได้ร่วมทำหน้าที่อยู่ในกองบรรณาธิการนับตั้งแต่การออกวารสารฉบับแรก และที่สำคัญคือ คอยให้ความช่วยเหลืออย่างแข็งขัน โดยเฉพาะเรื่องการคัดเลือกผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อประเมินบทความ การหาผู้ที่สนใจเสนอบทความ ตลอดจนการให้คำปรึกษาเบ็ดเตล็ดเกี่ยวกับการปรับปรุงระบบการทำงานให้ได้มาตรฐาน ตลอดช่วงเวลา 5 ปีที่ผ่านมา พูดได้เต็มปากสำหรับวารสาร “รัฐศาสตร์นิเทศ” ว่า อาจารย์ภาคภูมิมีแต่ “ให้” และ “ช่วย” อย่างเต็มที่


          มาวันนี้ ไม่มีอาจารย์ภาคภูมิแล้ว เป็นสิ่งที่สร้างความใจหายไม่น้อยที่ต้องนำชื่อของอาจารย์ภาคภูมิออกจากรายละเอียดกองบรรณาธิการ ทั้งในตัวเล่มวารสารและเว็บไซต์ อย่างไรก็ตาม ผลงานของอาจารย์ในการร่วมผลักดันวารสาร “รัฐศาสตร์นิเทศ” จะยังคงอยู่ต่อไป ทางกองบรรณาธิการตั้งใจรักษาและพัฒนาคุณภาพของระบบการทำงานให้ได้มาตรฐานยิ่งขึ้น โดยในฉบับนี้ ทางกองบรรณาธิการยังถือโอกาสแสดงความไว้อาลัยแก่อาจารย์ภาคภูมิผ่านหน้าปกที่ออกแบบมาเพื่อสื่อถึงการจากไปของอาจารย์ภาคภูมิโดยเฉพาะ นอกจากนี้ยังเป็นเรื่องบังเอิญด้วยที่ก่อนหน้าการเสียชีวิตเพียง 2 เดือนเศษ อาจารย์ภาคภูมิเพิ่งเสนอบทความต่อวารสาร “รัฐศาสตร์นิเทศ” และต่อมาได้ดำเนินการ ปรับแก้ตามคำแนะของผู้ทรงคุณวุฒิจนเสร็จเรียบร้อยก่อนเกิดเหตุไม่คาดฝัน เป็นบทความวิจัยที่ศึกษาประเด็นนโยบายสาธารณะที่เกี่ยวกับปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนน ซึ่งเขียนร่วมกับ รองศาสตราจารย์ ดร.พัชรี สิโรรส ทางกองบรรณาธิการเข้าใจว่า บทความชิ้นนี้น่าจะเป็นผลงานทางวิชาการชิ้นสุดท้ายของอาจารย์ภาคภูมิ จึงนำ มาตีพิมพ์ในวารสารเล่มนี้ เพื่อเป็นการรำลึก


          ด้วยความอาลัยอาวรณ์และความคิดถึง

วารสารรัฐศาสตร์นิเทศ
ปีที่ 6 ฉบับที่ 1 (2563)

วารสารรัฐศาสตร์นิเทศ
ปีที่ 5 ฉบับที่ 2 (2562)

วารสารรัฐศาสตร์นิเทศ
ปีที่ 5 ฉบับที่ 1 (2562)

วารสารรัฐศาสตร์นิเทศ
ปีที่ 4 ฉบับที่ 1-2 (2561)

บทบรรณาธิการ


วารสารเล่มนี้ได้จัดทำขึ้นเป็น “ฉบับพิเศษ” เพื่อร่วมฉลองวาระ 70 ปีแห่งการสถาปนาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตัวเล่มจึงมีความหนาและมีจำนวนบทความมากกว่าปกติเกินเท่าตัว และนอกจากนี้ ทางกองบรรณาธิการยังถือโอกาส “รื้อ” วิธีการนับรอบปีของวารสารด้วย กล่าวคือ ที่ผ่านมามีผู้อ่านบางท่านได้กรุณาตั้งข้อสังเกตว่า การนับรอบระยะเวลาการออกวารสาร “รัฐศาสตร์นิเทศ” นั้นไม่เป็นไปตามปีปฏิทิน เหตุเนื่องจากวารสารฉบับแรกออกมาช่วงครึ่งหลังของปี พ.ศ. 2558 ส่งผลให้แต่ละรอบปีของวารสารจำต้องคาบเกี่ยว 2 ปีปฏิทินเสมอ ยกตัวอย่าง ปีที่ 2 ของวารสารคือช่วงเวลาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2559 ถึงเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2560 อย่างไรก็ดี เพื่อหลีกเลี่ยงความสับสนที่อาจเกิดขึ้น ทางกองบรรณาธิการจึงขอปรับระบบการนับรอบปีของวารสารใหม่ให้สอดคล้องกับปีปฏิทิน โดยใช้วารสารฉบับพิเศษที่ท่านถืออยู่ในมือนี้เป็นเครื่องมือขยับวงรอบการออกวารสารด้วยการรวมเล่มที่ 1 กับเล่มที่ 2 ของปีที่ 4 เข้าด้วยกันเป็นเล่มเดียว แล้วให้เล่มถัดไป ซึ่งจะออกช่วงครึ่งแรกของปี พ.ศ. 2562 เป็น “ปีที่ 5 เล่มที่ 1” เลย


สำหรับเนื้อหาของวารสารฉบับพิเศษนี้ประกอบด้วยบทความมากถึง 9 ชิ้นคือ “ประวัติศาสตร์และพัฒนาการการเรียนการสอนวิชาการปกครองท้องถิ่นไทย พ.ศ. 2442 - 2560” โดย คุณกิรพัฒน์ เขียนทองกุล “การอภิบาลโดยเครือข่าย (Network Governance): กรอบแนวคิดและมิติการวิเคราะห์” โดย ผศ.ดร.วสันต์  เหลืองประภัสร์ และ อ.ชาย ไชยชิต “ภูมิรัฐศาสตร์แนววิพากษ์: ยุทธศาสตร์การป้องปรามของประเทศนอร์เวย์และรัสเซียในภูมิภาคอาร์กติก ณ จุดเปลี่ยนแห่งสหัสวรรษ” โดย อ.วศิน ปั้นทอง “การเมืองของถ้อยความเกลียดชัง: ภาษากับการสร้างความเกลียดชังในความขัดแย้งการเมืองไทย” โดย อ.กุลชาติ ทักษไพบูลย์ “Mapping Accountability Dissonance in Transnational Crisis Migration” โดย คุณ Fumie Nakamura “พินิจแนวคิด Soft Power อย่างจริงจัง: ปัญหาและความเข้าใจผิดของการประยุกต์ใช้ต่อกรณีศึกษาต่าง ๆ ในไทย” โดย อ.ดร.พีระ เจริญวัฒนานุกุล “อำนาจตุลาการกับการเมือง: บทเรียนจากคณะตุลาการรัฐธรรมนูญฝรั่งเศสสู่ศาลรัฐธรรมนูญไทย” โดย คุณชัชฎา กำลังแพทย์ “เมื่อรัฐไม่ยอมเปลี่ยนแปลง: บทเรียนจากน้ำท่วมใหญ่ ปี 2554” โดย อ.ดร.ลดาวัลย์ ไข่คำ และสุดท้าย “การศึกษาปัญหาและความท้าทายในการรับมือการโจมตีทางไซเบอร์โดยทฤษฎีป้องปราม (Deterrence Theory)” โดย ร.อ.ดร.จารุพล เรืองสุวรรณ


ทางกองบรรณาธิการหวังว่า บทความทุกชิ้นข้างต้นจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่าน ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง หากมีข้อแนะนำติชมประการใด ทางกองบรรณาธิการยินดีน้อมรับและพร้อมปรับปรุงการทำงานเสมอ อนึ่ง นับจากปี พ.ศ. 2562 ทางกองบรรณาธิการกำลังจะเริ่มเข้าสู่การทำงานแบบออนไลน์มากขึ้น คือปรับปรุงระบบให้ผู้ส่งผลงานและผู้ประเมินสามารถดำเนินการผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ได้โดยเบ็ดเสร็จ ไม่ต้องทำเป็นรูปเอกสารออกมาอีก สุดท้ายแล้ว การปรับปรุงเช่นนี้น่าจะช่วยอำนวยความสะดวกและเพิ่มประสิทธิภาพของวารสาร “รัฐศาสตร์นิเทศ” ไปสู่อีกขั้นหนึ่ง


กองบรรณาธิการ

วารสารรัฐศาสตร์นิเทศ
ปีที่ 3 ฉบับที่ 2 (2561)

บทบรรณาธิการ


ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า วารสารรัฐศาสตร์นิเทศ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ตีพิมพ์ออกมาเป็นจำนวน 6 เล่มแล้ว หรือถ้าคิดเป็นระยะเวลาก็คือครบ 3 ปี (พ.ศ. 2558-2561) ตลอดการเดินทางที่ผ่านมา ทางกองบรรณาธิการต้องประสบกับความยากลำบากพอสมควร เพราะในฐานะวารสารเกิดใหม่ย่อมมีเรื่องอะไรมากมายให้จัดการ ทั้งการประชาสัมพันธ์ การวางระบบงาน การจัดหางบประมาณ ฯลฯ อย่างไรก็ดี ด้วยความช่วยเหลือและความร่วมมือร่วมแรงจากหลายฝ่าย วารสารรัฐศาสตร์นิเทศสามารถดำรงอยู่มาต่อเนื่องตราบจนทุกวันนี้ โดยทางกองบรรณาธิการได้พยายามเพิ่มพูนประสิทธิภาพการทำงานและคอยดูแลกระบวนการพิจารณาบทความตั้งแต่ต้นจนจบให้ได้มาตรฐานทางวิชาการมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้


สำหรับวารสารเล่มนี้มีบทความรวม 4 ชิ้นคือ “ศาสตร์พระราชาที่ว่าด้วยหลักรัฐศาสตร์กับการใช้อำนาจขององค์กรศาลภายใต้หลักนิติธรรม” โดย ท่านนพดล เฮงเจริญ “คณะตุลาการรัฐธรรมนูญฝรั่งเศสกับการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ: ศึกษากรณีกฎหมายที่เป็นแหล่งที่มาของการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ” โดย ผศ.ดร.เอกบุญ วงศ์สวัสดิ์กุล “การทำให้กฎหมายอาญาสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญในประเทศฝรั่งเศส” โดย รศ.ดร.ปกป้อง ศรีสนิท และ “เศรษฐกิจการเมืองของความช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรมจากต่างประเทศในบริบทความขัดแย้งทางชาติพันธุ์กะเหรี่ยง: กรณีศึกษาค่ายอพยพนุโพ จังหวัดตาก” โดย สกุลกร ยาไทย


ทางกองบรรณาธิการหวังว่า ท่านผู้อ่านทุกท่านจะพอใจและได้รับประโยชน์จากบทความทั้งสี่ชิ้นข้างต้น ตลอดจนติดตามชมวารสารรัฐศาสตร์นิเทศฯ เล่มต่อไป ซึ่งจะถือเป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองวาระ 70 ปีแห่งการสถาปนาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


กองบรรณาธิการ

วารสารรัฐศาสตร์นิเทศ
ปีที่ 3 ฉบับที่ 1 (2560)

บทบรรณาธิการ


วารสารรัฐศาสตร์นิเทศได้เดินทางเข้าสู่ปีที่ 3 แล้ว และเป็นเรื่องน่ายินดีที่ปรากฏว่า ทางวารสารเริ่มเป็นที่รู้จักกว่าแต่ก่อน ดังเห็นได้จากจำนวนบทความที่ส่งมาเข้า ซึ่งมีเพิ่มขึ้นพอสมควร สำหรับวารสารรัฐศาสตร์นิเทศฉบับนี้มีบทความที่น่าสนใจรวมทั้งหมด 4 ชิ้น คือ (1) “บทเรียนจากการประยุกต์ใช้กระบวนการลูกขุนพลเมืองในการพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายประเด็นระบบการดูแลระยะยาวในผู้สูงอายุ” โดย สติธร ธนานิธิโชติ ชลิต ถาวรนุกิจกุล นิตยา โพธิ์นอก และ ชลัท ประเทืองรัตนา (2) “การทูตพหุภาคีของประเทศไทยในกรอบ G77 กับแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงช่วงปี ค.ศ. 2016” โดย เบญจกาญจน์ รุ่งโรจน์วณิชย์ (3) “ดัชนีและตัวชี้วัดสันติภาพที่เหมาะสมสำหรับสังคมไทย” โดย ชลัท ประเทืองรัตนา และสุดท้าย (4) “การเปลี่ยนแปลงการปกครองในภูฏาน ค.ศ. 2008: ข้อสังเกตเบื้องต้น” โดย บุหลันฉาย อุดมอริยทรัพย์


สำหรับบทความชิ้นแรก คณะผู้วิจัยได้นำเอาแนวคิดประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือเข้ามาประยุกต์ใช้ในกระบวนการกำหนดนโยบาย ก่อนประเมินความเป็นไปได้ ข้อจำกัดพื้นฐาน ตลอดจนเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง นับเป็นงานที่มีความทันสมัย อีกทั้งให้แง่มุมอันน่าสนใจในเชิงนโยบายสาธารณะ


บทความชิ้นที่สองพยายามวิเคราะห์ความเชื่อมโยงระดับสากลระหว่างกรอบ G77 กับแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งการนำเอาประเด็นหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาศึกษาผ่านมุมมองด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ช่วยให้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักปรัชญาดังกล่าวมีความครอบคลุมยิ่งขึ้น


บทความชิ้นที่สามมีความน่าสนใจอยู่ที่ความพยายามเสนอให้ประเทศไทยมีดัชนีและตัวชี้วัดสันติภาพ พร้อมศึกษาแนวทางดำเนินการที่เป็นไปได้และเหมาะสม จนถึงปัจจุบัน ประเทศไทยยังไม่มีดัชนีและตัวชี้วัดสันติภาพ การถกเถียงจึงนับว่าค่อนข้างใหม่ และอาจช่วยปูทางสู่การริเริ่มเชิงนโยบายในอนาคต


บทความชิ้นสุดท้ายฉายภาพรวม พร้อมให้ข้อสังเกตเบื้องต้นเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองครั้งใหญ่ในภูฏาน จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์สู่ระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกระบวนการที่เป็นไปอย่างสันติ จึงทำให้เกิดโจทย์เชิงทฤษฎีเพื่ออธิบายธรรมชาติของการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองในภูฏาน


ทางกองบรรณาธิการหวังว่า บทความทั้งสี่จะเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่าน และขอเชิญชวนผู้ที่สนใจร่วมส่งบทความมารับการพิจารณาตีพิมพ์ในวารสารรัฐศาสตร์นิเทศฉบับต่อๆ ไป


กองบรรณาธิการ


วารสารรัฐศาสตร์นิเทศ

วารสารรัฐศาสตร์นิเทศ
ปีที่ 2 ฉบับที่ 2 (2560)

วารสารรัฐศาสตร์นิเทศ
ปีที่ 2 ฉบับที่ 1 (2559)

บทบรรณาธิการ


สาระสำคัญที่สุดประการหนึ่งของแนวคิดหรือทฤษฎีทางสังคมศาสตร์คือการสร้างมโนทัศน์ (Concept formation) มโนทัศน์คืออะไร? มโนทัศน์ทำหน้าที่อย่างไร? มโนทัศน์สัมพันธ์กับ “ความเป็นจริงทางสังคม” อย่างไร? มโนทัศน์สะท้อนความเป็นจริงทางสังคม? หรือมโนทัศน์สรรสร้างหรือสถาปนาความเป็นจริงทางสังคม? มโนทัศน์ทางสังคมศาสตร์ (ต้อง) มีความเป็นกลางหรือไม่? มโนทัศน์ช่วยปลดแอกมนุษย์จากการกักขังทางความคิดหรืออุดมการณ์ทางการเมืองได้หรือไม่? มโนทัศน์ส่งเสริมการสร้างจินตนาการทางความคิดใหม่ๆ ได้หรือไม่ และอย่างไร? ฯลฯ   


นักวิชาการและผู้ศึกษาทางสังคมศาสตร์ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการศึกษาหรือสร้างมโนทัศน์ เพื่อทำความเข้าใจหรืออธิบาย (ปรากฏการณ์ของ) โลกทางสังคมได้ ทั้งที่เป็นมโนทัศน์ดั้งเดิม เช่น รัฐ ชาติ ทุนนิยม เขตแดน โลกาภิวัตน์ ธรรมาภิบาล ฯลฯ หรือมโนทัศน์เกิดใหม่ เช่น สังคมความเสี่ยง (Risk society) ความยั่งยืน (Sustainability) ความยืดหยุ่น (Resilience) เศรษฐกิจ 4.0 ฯลฯ ทั้งจากโลกทางทฤษฎีและโลกปฏิบัติที่ต่างเพิ่มเติมปริมาณของมโนทัศน์ทางสังคมศาสตร์อย่างมากมายเหลือคณานับ จนอาจจะกลายเป็นภาวะอนันต์ (Infinity) ในที่สุด ภายใต้ยุคโลกาภิวัตน์ ซึ่งกาละและเทศะควบแน่นใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้น


“ความยืดหยุ่น” (Resilience) ก็เป็นมโนทัศน์เกิดใหม่ทางสังคมศาสตร์ ภายใต้บริบทของโลกทุนนิยมโลกาภิวัตน์แบบเสรีนิยมใหม่ และวิกฤตเศรษฐกิจและการเงินในระดับโลกอย่างรุนแรง นักวิชาการจำพวกหนึ่งและองค์การโลกบาลอย่างเช่น กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) ต่างเสนอมโนทัศน์เรื่อง “ความยืดหยุ่น” ขึ้นมา เพื่อให้ปัจเจกบุคคลพึงมีความพร้อมที่จะปรับตัวและเปลี่ยนแปลงได้ ในยามเกิดภาวะความเสี่ยงหรือวิกฤตการณ์ต่างๆ ที่กระทบชีวิตและวิถีชีวิตของตนอย่างฉับพลันและประหวั่นพรั่นพรึง โดยปัจเจกบุคคลที่ประสบความสำเร็จคือ คนที่เผชิญกับวิกฤตได้อย่างชาญฉลาด และสามารถปรับตัวได้อย่างยืดหยุ่น โดยสามารถกลับมาตั้งหลักประคองตัวได้อย่างดีในสังคมหลังวิกฤตได้ มโนทัศน์ “ความยืดหยุ่น” ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ดี และเหมาะสมกับการรับมือหรือบริหารจัดการภาวะความเสี่ยงสุดขั้ว เช่น ภัยพิบัติ หรือวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ แต่อย่างไรก็ดี มโนทัศน์ดังกล่าวกลับไม่เป็นกลาง หรือไม่เป็นวัตถุวิสัย แต่กลับแฝงฝังไปด้วยอุดมการณ์ทางการเมืองอย่างเข้มข้น ซึ่งมโนทัศน์นี้กำลังผลักภาระไปสู่ปัจเจกมากขึ้นทุกทีๆ โดยไม่ตั้งคำถามหรือท้าทายโครงสร้างอำนาจหรือโครงสร้างของระบบทุนนิยมโลก ที่ก่อให้เกิดสังคมความเสี่ยงหรือวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจดังกล่าว รวมทั้งยังปิดกั้น-กดทับโครงการหรือกระบวนการทางการเมือง (Politicization) ที่เรียกร้องหรือเปิดพื้นที่สาธารณะในการถกเถียงโต้แย้ง “ปัญหาของมโนทัศน์” ต่างๆ อย่างวิพากษ์ การศึกษาวิจัยเชิงปริมาณหรือเชิงสถิติแต่เพียงถ่ายเดียวคงไม่อาจอธิบายการก่อตัวของมโนทัศน์ หรือภาคปฏิบัติการเชิงอำนาจและวาทกรรมของ “มโนทัศน์” เหล่านี้ได้ (อย่างเพียงพอ) หรือไม่?    


ใน “สังคม (อุดมหรืออับจบ?) ปัญญา” ยุคปัจจุบัน เราในฐานะนักวิชาการและนักศึกษากำลังถูกผลักให้ต้องศึกษาค้นคว้าวิจัยหรือเขียนบทความ (วิจัยหรือวิชาการ) เกี่ยวกับ “มโนทัศน์” ที่ถูกผลิตสร้างและผลิตซ้ำในสังคมวิชาการและนโยบายสาธารณะอยู่ตลอดเวลา ตอนนี้อาจจะเป็นช่วงเวลาที่ไม่ใช่ “ตีพิมพ์หรือพัง” (Publish or perish) แต่เป็นเวลาของ “ตีพิมพ์และพัง” (Publish and perish) ไปด้วยในเวลาเดียวกัน ภายใต้ระบบการศึกษาแบบเสรีนิยมใหม่ที่มุ่งเน้นการแข่งขันการประกันคุณภาพและการควบคุมต่างๆ นานาอย่างมหาศาล ความรวดเร็ว (Speed) กลายเป็นสาระสำคัญของภาวะ (หลัง) สมัยใหม่ที่เทคโนโลยีสารสนเทศอยู่เหนือมนุษย์    


ในท้ายที่สุด เป้าหมายของการสร้างมโนทัศน์ทางสังคมศาสตร์ในปัจจุบันคืออะไร? คือการแสวงหาความรู้หรือความจริงทางความคิด/ปรัชญา? คือการตอบสนองความต้องการของตลาด? คือการส่งเสริมหรือสนับสนุนนโยบายของรัฐ หรือนโยบายสาธารณะ? หรือคือการสร้างความชอบธรรมให้แก่นโยบายหรือคุณค่าชุดใดชุดหนึ่งเป็นการเฉพาะ? กล่าวคือ มโนทัศน์นั้นมีไว้เพื่ออะไร? นอกจากนั้น การสร้างมโนทัศน์นั้นสอดคล้องไปในทางเดียวกันกับการสรรสร้างประชาธิปไตย ความยุติธรรม และสังคมที่เคารพหลักนิติรัฐหรือไม่ และอย่างไร? เราจะคิดถึงหรือสร้างมโนทัศน์ของ “มโนทัศน์” อีกแบบ/ทางเลือกอื่นได้หรือไม่ เพื่อสร้างสังคมสมัยใหม่ที่ทั้งเป็นประชาธิปไตยและเที่ยงธรรม?


สำหรับวารสาร “รัฐศาสตร์นิเทศ” ฉบับนี้ บทความแต่ละชิ้นได้นำประเด็นเชิงมโนทัศน์จากสาขาวิชาต่างๆ มานำเสนอ เริ่มจากมโนทัศน์ด้านการบริหารรัฐกิจ คือบทความเรื่อง “วิกฤติความรู้นโยบายสาธารณะไทยในส่วนของทฤษฎีโครงการ” โดย ศาสตราจารย์ ดร.เรืองวิทย์ เกษสุวรรณ ส่วนชิ้นต่อมาจะพูดถึงมโนทัศน์ด้านประชาสังคม คือบทความภาษาอังกฤษเรื่อง “Understanding The Third Sector: Meanings and Theoretical Rationales for the Existence” โดย Theerapat Ungsuchaval และชิ้นสุดท้ายคือมโนทัศน์ด้านนิติศาสตร์ ในบทความเรื่อง “ความรับผิดชอบในทางกฎหมายของคณะรัฐมนตรีอังกฤษตามหลัก The Rule of Law” โดย รังสี มุทธามุนี นอกจากนี้ ยังมี Book review ของ ธิบดิ์ เซซัง แนะนำ "Democracy's guardians: A history of the German federal constitutional court, 1951-2001" ซึ่งเขียนโดย Justin Collings


กองบรรณาธิการวารสารรัฐศาสตร์นิเทศ


มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์